วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2561

ประติมานวิทยา ของ พระเทวีไอซิส

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*




พระเทวีไอซิส ทรงได้รับความนิยมนับถืออย่างกว้างขวาง และยาวนาน

เทวรูปของพระนางในศิลปะอียิปต์ จึงมีความหลากหลายกว่าเทพเจ้าองค์อื่นมาก

โดยประติมานวิทยาที่สำคัญที่สุด คือ เทวรูปไอซิสกางปีก (Winged Isis)

ซึ่งจะมีทั้ง ปีกแบบเหยี่ยว (Falcon Wing) และ แบบนกแร้ง (Vulture Wing)

ปีกสองชนิดนี้ต่างกันนะครับ




ปีกเหยี่ยวมีความโค้งมากกว่า ดูแล้วคล้ายๆ ปีก พญาครุฑ ของเรา

ส่วนปีกนกแร้งสยายยาว สันปีกเป็นเส้นตรง




ปีกทั้งสองชนิดนี้ อาศัยลำพระกรขององค์เทวีเป็นสันปีก สันปีกส่วนที่เหลือยาวออกจากพระดรรชนีไปจรดปลายปีก ขนปีกแผ่ไปทางด้านใต้ของพระหัตถ์และพระกร

การสร้างเทวรูปไอซิสกางปีก ก็เพื่อแสดงความหมาย 2 ประการครับ

คือแสดงความเป็นใหญ่ หรือพลังอำนาจที่มาจากเบื้องบน ในการเอาชนะศัตรู และทำลายล้างสิ่งชั่วร้ายทุกอย่าง จะแสดงด้วยปีกของเหยี่ยว 

และเทวานุภาพในการปกป้องคุ้มครอง ป้องกันภยันตรายทั้งที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม รวมทั้งป้องกันจากคุณไสนมนต์ดำต่างๆ ซึ่งแสดงด้วยปีกของนกแร้ง

เทวรูปเช่นนี้มักจะไม่ถือเทพอาวุธ หรือเครื่องรางชนิดใดทั้งสิ้นครับ

ที่สำคัญก็คือ นี่เป็นเทวรูปชนิดเดียวที่เป็นแบบฉบับของพระเทวีไอซิสโดยเฉพาะ ไม่ซ้ำกับเทวีอื่นใด

เพราะเทพนารีที่มีปีกเช่นนี้ มีแต่ เทวีเนฟธีส (Nephthys) และ เทวีมาอัท (Ma’at) เท่านั้น

ทั้งสององค์มักมีปีกแบบนกแร้ง และศิราภรณ์ที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน

เทวรูปพระเทวีไอซิสแบบนี้ ยังสามารถแบ่งออกได้อีกเป็น 2 ลักษณะครับ

1) ประทับยืน สยายปีกแบบนกแร้ง มี 2 ลีลา คือ




1.1 ยกปีกข้างหนึ่งขึ้นด้านข้าง อีกข้างหนึ่งหลุบลงด้านหน้า




1.2 หลุบปีกทั้งคู่ลงด้านหน้าเหมือนกัน มีทั้งแบบที่ประทับยืนตรง และแบบที่ก้าวพระบาท

โดยศิราภรณ์ มีทั้งแบบเขาวัวโอบดวงสุริยะ และแบบเทวบัลลังก์ แต่อย่างหลังพบน้อยกว่า เป็นเทวรูปที่ถือกันว่ามีพลังในการปกป้องคุ้มครองมากที่สุด

เทวรูปชนิดนี้ มิได้ทำไว้เพื่อการบูชาโดยตรงครับ แต่สร้างขึ้นเพื่อผลเฉพาะอย่าง โดยมากประดิษฐานในอาณาบริเวณที่ต้องการการคุ้มครองเป็นพิเศษ เช่น ทางเข้าห้องบูชาที่สำคัญที่สุดในเทวสถาน, สุสาน




ปัจจุบัน เราจะเห็นมีเทวประติมากรรมที่ยืนตรง ยกพระกรขึ้นางปีกสองข้างแบบปีกเหยี่ยว เป็นการออกแบบขึ้นใหม่ในยุคหลัง เพื่อผลิตเป็นสินค้าครับ ไม่ใช่แบบโบราณ
-       
2) ประทับนั่ง มี 3 ลีลา คือ




2.1 ประทับนั่งหันหน้าตรง คุกเข่าข้างหนึ่ง ชันเข่าอีกข้างหนึ่งขึ้น สองพระกรกางออกด้านข้างพระองค์

ปีกมีทั้งแบบปีกเหยี่ยว และปีกนกแร้งยาวเลยปลายพระหัตถ์ออกไป




มักสวมศิราภรณ์แบบเขาวัวคู่โอบดวงสุริยะ ฉลองพระองค์ลายขนนก ลายดอก และลายปีกนกแร้ง

เป็นเทวรูปอีกแบบหนึ่งที่มิได้ใช้สำหรับตั้งบูชาโดยตรง แต่มักใช้ประกอบเครื่องราชูปโภคบ้าง ประกอบพระราชอิสริยยศบ้าง       




2.2 ประทับนั่งหันข้าง คุกเข่าด้านหนึ่ง ชันเข่าอีกข้างหนึ่งขึ้น หันพระพักตร์หันไปด้านข้าง และเป็นด้านเดียวกับพระชานุที่ชันขึ้น สยายปีกแบบปีกเหยี่ยว

ถ้าเป็นภาพแกะสลัก หรือจิตรกรรม อาจทำศิราภรณ์เป็นรูปเขาวัวคู่โอบดวงสุริยะก็ได้ แบบเทวบัลลังก์ก็ได้

แต่ถ้าเป็นเทวรูปลอยองค์ ทำแต่รูปเขาวัวคู่โอบดวงสุริยะ หรือไม่ก็ทำแต่แถบผ้ารัดพระเกษาขมวดเป็นปม ทิ้งชายด้านหลังพระเศียร 

วิธีใช้ก็เหมือนแบบประทับนั่งหันหน้าตรง บางทีก็ทำเป็นเหรียญหรือเครื่องรางเล็กๆ




2.3 ประทับนั่งหันข้าง คุกเข่าแบบญี่ปุ่น (นั่งบนฝ่าเท้า) หันพระพักตร์หันไปด้านข้าง สยายปีกแบบปีกนกแร้ง แต่หลุบปลายปีกลงทั้งสองข้าง ไม่ยืดออกไปเป็นเส้นตรง

มักทำศิราภรณ์เป็นรูปเทวบัลลังก์ พบแต่ที่เป็นภาพแกะสลักและจิตรกรรม ไม่พบที่เป็นเทวรูปลอยองค์ 

ส่วนรูปแบบอื่นๆ ที่มิใช่ Winged Isis มีดังต่อไปนี้ครับ




พระเทวีไอซิสประทับยืน (Standing Isis)

อยู่ในท่ายืนตรง เงยพระพักตร์เล็กน้อย สองพระกรแนบพระวรกาย พระหัตถ์หนึ่งถืออังค์ อีกพระหัตถ์หนึ่งกำไว้หลวมๆ

มีกทรงศิราภรณ์รูปเขาวัวคู่โอบดวงสุริยะ ฉลองพระองค์แต่เดิมมักเป็นแบบแนบเนื้อ แต่ก็มีบ้างที่เป็นชุดยาวมีลวดลาย

เทวรูปอย่างนี้ มีแต่ที่เป็นประติมากรรมลอยองค์เท่านั้นครับ ไม่มีแบบที่เป็นภาพแกะสลัก หรือจิตรกรรมแม้แต่องค์เดียว
         
ในทรรศนะของผู้ชื่นชอบศิลปะอียิปต์โบราณ เทวรูปเช่นนี้เป็นแบบอย่างที่น่าสนใจน้อยที่สุด

แต่ก็เป็นหนึ่งในเทวรูปชนิดที่สร้างขึ้นเพื่อการบูชาจริงๆ มิใช่เป็นเครื่องตกแต่ง หรือเครื่องรางกำกับสถานที่อย่าง Winged Isis

เพียงแต่มักจะมิได้ประดิษฐานเพื่อการบูชาเป็นเอกเทศ มักตั้งรวมๆ ไปกับเทวรูปเทพองค์อื่นซึ่งประทับยืนเช่นเดียวกัน 

เทวรูปอย่างนี้ ในสมัยก่อนส่วนมากถูกตีความว่าเป็นมหาเทวีฮาเธอร์ เพราะไม่มีอักษรพระนามเหลืออยู่ ปัจจุบันเมื่อพิจารณาจากหลักฐานแวดล้อมแล้ว ก็พบว่ามีทั้งพระเทวีไอซิส และมหาเทวีฮาเธอร์




พระเทวีไอซิสถือเซ็พเทอร์ (Isis holding the Sceptre)

เป็นเทวรูปชนิดที่ประดิษฐานเพื่อการบูชาเช่นกัน และสามารถตั้งบูชาตามลำพังได้

ประติมานวิทยาทั่วไปคือ ประทับยืนตรง ถือเซ็พเทอร์ไว้ด้านหน้า บางทีก็ทรงก้าวพระบาทข้างหนึ่งออกไปด้านหน้า





หรือไม่ก็ประทับนั่งบัลลังก์ พระหัตถ์ขวภือเซ็พเทอร์ พระหัตถ์ซ้ายอาจถืออังค์ หรือวางราบบนพระเพลา

เทวรูปเช่นนี้ มักทรงศิราภรณ์รูปเขาวัวคู่โอบดวงสุริยะ ฉลองพระองค์เป็นลายขนนก ลายปีกนกแร้งและลายดอก

นับเป็นแบบอย่างเทวรูปพระเทวีไอซิสซึ่งเป็นที่ชื่นชอบกันมากที่สุด เพราะท่วงท่าดูมีความสง่างาม เปี่ยมไปด้วยเทวานุภาพ




พระเทวีไอซิสซิสประทานพระกษิรธารา แด่องค์ยุวเทพโฮรุส (Nurseling Isis)

เป็นเทวรูปประทับนั่งบนบัลลังก์ ประคองยุวเทพไว้เหนือพระเพลาด้วยพระหัตถ์หนึ่ง อีกพระหัตถ์หนึ่งบีบพระถันแบบมารดาให้นมบุตร

มักทรงศิราภรณ์รูปเขาวัวคู่โอบดวงสุริยะ แต่ก็มีบ้างที่เป็นรูปบัลลังก์

ส่วนฉลองพระองค์มีเฉพาะพระภูษาทรง หรือผ้านุ่งเท่านั้น ส่วนมากเป็นเทวประติมากรรมลอยองค์ และมีขนาดเล็ก

สันนิษฐานกันว่า แม้จะเป็นเทวรูปสำหรับตั้งบูชา แต่ก็คงใช้สำหรับพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น พิธีกรรมเฉลิมฉลองเกี่ยวแก่มหาเทพโฮรุสในคติโอสิเรียน

ในคติที่บูชามหาเทวีฮาเธอร์ ร่วมกับมหาเทพโฮรุส ก็ปรากฏว่ามีเทวรูปมหาเทวีฮาเธอร์ที่ทำอย่างนี้เหมือนกัน ซึ่งชวนให้สับสนเป็นอันมากครับ




พระเทวีไอซิสทรงกรรแสง (Mourning Isis)

ส่วนมากพบในภาพนูนต่ำระบายสี และในคัมภีร์มรณะ เพื่อแสดงถึงความโศกเศร้าในมรณกรรมของจอมเทพโอสิริส มักอยู่ในกิริยาประทับนั่งร้องไห้ เบื้องหน้าเทวรูปจอมเทพโอสิริส

ยังมีการค้นพบเทวประติมากรรมในคตินี้ ซึ่งอยู่ในอาการนั่งคุกเข่าแบบญี่ปุ่น พระหัตถ์หนึ่งยกขึ้นสัมผัสพระปราง อีกพระหัตถ์หนึ่งวางบนพระเพลา สวมศิราภรณ์รูปเทวบัลลังก์

เป็นเทวรูปทรงกรรแสงอีกแบบหนึ่งสำหรับใช้ในพิธี เซเบฮู ดเจร์ติ (Sebehu Djerti) หรือ พิธีแสดงความโศกเศร้า

ครับ, ก็มาศึกษาทำความเข้าใจกัน ว่าประติมานวิทยาของพระแม่เจ้าองค์นี้เป็นอย่างไร ทำขึ้นมาเพื่อจุดปะสงค์ใด

เพราะทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ปัจจุบันมีการทำขึ้นเป็นประติมากรรมอย่างแพร่หลาย ซึ่งถ้าเลียนแบบของโบราณได้ 60% ขึ้นไป ก็จะมีอาถรรพณ์ในตัว ควรรับการเทวาภิเษก และตั้งบูชา

การเทวาภิเษกพระเทวีไอซิสนั้น ที่จริงสามารถกระทำด้วยตนเองได้ ผลเคยเขียนไว้แล้วในหนังสือ สุริยเทวีปกรณ์

แต่ต่อมาพบว่า ถ้าเป็นผู้บูชาที่ไม่มีเจตนาจะตั้งตัวเป็นผู้วิเศษ หรือเกจิอาจรย์ในด้านนี้ ก็ยังคงไว้วางใจ ให้ผมทำพิธีให้อยู่ดี


ดังนั้น ในตอนต่อไป ผมก็จะเขียนให้เป็นความรู้ สำหรับผู้ที่ไม่มีหนังสือดังกล่าวนะครับ ว่าในทางปฏิบัติ เขามีลำดับขั้นตอนกันอย่างไรบ้าง โดยไม่ลงลึกถึงรายละเอรยด และมนต์ที่ต้องใช้  


……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เทวีบาสเต็ต มารดาแห่งพลังชีวิตและความสุข





วิฬาร์เทวี บาสเต็ต (Bastet) เป็นเทพนารีผู้ทรงอำนาจอีกพระองค์หนึ่ง ของโลกอียิปต์โบราณ จนถึงปัจจุบัน

ในด้านหนึ่งนั้น พระนางทรงเป็นสุริยเทวี พระเนตรของพระนางคือแสงสว่างที่ทำลายความชั่วร้ายยามกลางคืน 
         
ในอีกด้านหนึ่ง พระนางคือสัญลักษณ์แห่งความสุข ความพึงพอใจ  ความปีติยินดี งานเลี้ยงสังสรรค์ และเทศกาลรื่นเริง

กล่าวกันว่า พระนางพอพระทัยที่จะปรากฏพระองค์ ในท่ามกลางการเฉลิมฉลอง และการดื่มกินอย่างฟุ่มเฟือย คละเคล้าเสียงดนตรี พระนางจึงทรงมี ซิสทรัม (Sistrum) เป็นเครื่องหมายประจำพระองค์

คนทั่วไปยังเชื่อกันว่า พระนางทรงเป็นสัญลักษณ์ของความมีชีวิตชีวา ความปราดเปรียว และความคล่องแคล่ว ทรงเป็นที่รักอย่างยิ่งสำหรับทุกคนในทุกชั้นวรรณะ


ฺBastet by Spaceweasel2306
ฝรั่งโดยมากคิดว่า เทวีบาสเต็ตเป็นแมวสาวเจ้าเส่นห์แบบนี้ละครับ

เพราะว่า เทวีบาสเต็ต ทรงเป็นเทพประจำนคร บูบาสติส (Bubastis) นครศักดิ์สิทธิ์ ที่ตั้งอยู่ในเขตดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์

ซึ่งมีหลักฐานปรากฎชัดว่า ในแต่ละปี ผู้คนเรือนหมื่นเรือนแสนจากทุกสารทิศ หลั่งไหลไปที่นั่นในเทศกาลบูชาพระนาง อันถือกันว่า เป็นช่วงเวลาที่จะปล่อยตัว และดื่มกินอย่างเสรี 

ดังนั้น ภายหลังการเข้าบูชาพระนางในเทวสถานแล้ว ทุกหนทุกแห่งในนครนั้นก็จะมีการฉลอง มีการเสิร์ฟไวน์เป็นจำนวนมากกว่าที่ดื่มกินกันตลอดทั้งปี เป็นเวลาแห่งความสนุกสนาน ยิ่งกว่าการฉลองปีใหม่ของทุกชนชาติ       

แต่ผู้ใดก็ตาม ที่บูชาพระนางด้วยเทวรูปที่ผ่านการเทวาภิเษกอย่างถูกต้อง ด้วยวิธีการบูชาที่ถูกต้อง

จะพบว่า แม้จะพอพระทัยงานเลี้ยงและความรื่นรมย์ดังกล่าวแล้ว แต่พระนางเอง อาจมิใช่เทพนารีผู้ร่าเริง อย่างที่คนส่วนใหญ่คิดกัน

พูดง่ายๆ ว่า แม้พระนางประทานพลังชีวิต ความสุข ความกระฉับกระเฉง

แต่ลึกๆ แล้ว ทรงมีความดุร้ายแอบแฝงอยู่ ตลอดจนความรู้สึก และความคิดอันคาดเดาได้ยากครับ
         
นั่นก็เพราะจากการศึกษาทางโบราณคดี ลัทธิดั้งเดิมของพระนาง ณ นครบูบาสติส แสดงให้เห็นชัดเจนว่า พระนางทรงเป็น เทวีสิงโต มาก่อน แล้วค่อยมาเป็นเทวีแมวในภายหลัง


ประติมานวิทยาชั้นแรกสุด ของเทวีบาสเต็ต
ในรูปลักษณ์ของเทวีสิงโต

เพราะคติการนับถือพลังธรรมชาติ ในรูปแบบที่ใช้แมวเป็นสัญลักษณ์นั้น เป็นคติที่เกิดภายหลังการนับถือสิงโต

แล้วการที่คนอียิปต์โบราณ รวมทั้งคนแอฟริกันส่วนใหญ่นับถือสิงโตนั้น ก็เพราะพวกเขามองว่า สิงโตเป็นสัญลักษณ์ของพลังอันดุร้าย น่าสะพรึงกลัว

ในขณะเดียวกัน ก็เป็นภาพลักษณ์ของฐานะอันสูงส่ง เป็นใหญ่ในป่า และปกป้องคุ้มครองได้อย่างดีเยี่ยม เหมือนสิงโตตัวเมียที่ดูแลลูกของมันเอง

ดังนั้น ถ้านักบวชอียิปต์จะบอกว่า ใครเป็นเทพเจ้าที่ดุร้าย น่าสะพรึงกลัว แต่สูงส่ง และปกป้องคุ้มครองได้จริง ก็ต้องเอา สิงโตตัวเมีย นี่แหละครับ มาใช้เป็นประติมานวิทยา (Iconography) ของเทพองค์นั้น

เพราะฉะนั้น เทววิทยาที่ใช้กันอยู่ในบูบาสติส จึงสร้าง รูปเปรียบ หรือ ภาพ เทวีประจำนครของตน ให้เป็นเทวีสิงโต ดังกล่าวแล้วไงครับ

เมื่อคติการนับถือเทวีบาสเต็ต เจริญแพร่หลายถึงขีดสุดในแถบอียิปต์ล่าง พระนางจึงถูกเชื่อมโยงเข้ากับเทวีสิงโตองค์สำคัญอีกองค์หนึ่ง ที่ทรงแผ่พระเทวานุภาพอยู่ในอียิปต์บนขณะนั้น โดยได้รับการระบุไว้ในเอกสารต่างๆ ว่าเป็นเทพองค์เดียวกัน

คือ เทวีเซ็คเมต (Sekhmet)


เทวีเซ็คเมต ภาพแกะสลักนูนต่ำระบายสี ที่ Kom Ombo

เพราะเทวีบาสเต็ต ทรงมีพระเศียรเป็นสิงโตมาตั้งแต่แรก ประติมานวิทยาเช่นนี้ ย่อมไม่แตกต่างอะไรจากเทวีเซ็คเมต ซึ่งทรงมีพระเศียรเป็นสิงโตเช่นกัน

จะผิดกันก็คือ เทวรูปเทวีบาสเต็ตแบบดั้งเดิมจริงๆ มิได้มีดวงสุริยะบนพระเศียรอย่างเทวีเซ็คเมต มีเพียง พญางูศักดิ์สิทธิ์ หรือ ยูรีอุส (Uraeus) เท่านั้น

ต่อมา เมื่อเริ่มมีการเชื่อมโยงระหว่างเทพนารีทั้งสอง เทวีบาสเต็ตจึงเริ่มมีดวงสุริยะบนพระเศียร

แต่นอกจากเทวีเซ็คเมต ในศาสนาอียิปต์โบราณยังมีเทวีสิงโตองค์อื่นอีกหลายองค์

ทั้ง เทวีมัฟเด็ต (Mafdet) เทวีมุต (Mut) เทวีเตฟนุต (Tefnut) และรวมถึง มหาเทวีฮาเธอร์ (Hathor) ด้วยในบางโอกาส

แล้วเหตุใด เทวีบาสเต็ตจึงเป็นเพียงองค์เดียว ที่ถูกรวมเข้ากับเทวีเซ็คเมต?


ภาพลักษณ์ของเทวีบาสเต็ต
ที่ฝรั่งตะวันตกจำนวนมากเข้าใจอย่างผิวเผิน

คำตอบเป็นอย่างนี้ครับ

ไม่ว่าจะเป็นเทวีมัฟเด็ต เทวีมุต และเทวีเตฟนุต ล้วนแต่ลดความสำคัญไปมากแล้ว ในยุคที่คติการบูชาเทวีบาสเต็ตเจริญรุ่งเรือง

ส่วนมหาเทวีฮาเธอร์ ก็ทรงมีบทบาทอื่นที่ชัดเจนกว่าเทวีสิงโตไปแล้ว

ทั่วอาณาจักรอียิปต์ขณะนั้น ดูจะเหลือเพียงเทวีเซ็คเมตเพียงองค์เดียว ที่ยังคงเป็นเทวีสิงโตผู้ทรงอานุภาพอยู่ในอียิปต์บน ประชันกันกับเทวีบาสเต็ต เทวีสิงโตผู้ทรงอำนาจกว้างขวางอยู่ในอียิปต์ล่าง

การรวมคติเกี่ยวกับเทพนารีทั้งสองเข้าด้วยกัน จึงนับว่ามีประโยชน์ในทางการเมืองการปกครองเป็นอันมาก

เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็สามารถเชื่อมความสัมพันธ์ของบรรดาบ้านเมืองต่างๆ ในอียิปต์บน ให้ยังคงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับอียิปต์ล่าง ซึ่งตามสภาพภูมิศาสตร์แล้วอยู่ห่างไกลกัน

และถ้าจะพิจารณาแล้ว ก็เป็นวิธีการที่แนบเนียนไร้ข้อตำหนิ เพราะเทพนารีทั้งสองทรงเป็นเทวีสิงโตมาแต่เดิมเหมือนกัน ดังกล่าวแล้วไงครับ

เพราะเหตุนี้ จึงทำให้เทพนารีทั้งสองได้รับการบูชาประหนึ่งเทพองค์เดียวกัน ในเทศกาลสำคัญๆ มาตลอด นับตั้งแต่ราวๆ 1,850 ปีก่อนคริสตกาลเป็นต้นมา จนสิ้นอารยธรรมอียิปต์

ตัวอย่างอันชัดเจน ของคติดังกล่าวนี้ก็คือ ในพิธีกรรมต่างๆ นักบวชจะประกาศพระนามของเทวีบาสเต็ตในฐานะ เทพนารีผู้เป็นใหญ่แห่ง อังค์-ตาวี (Ankh-Tawy)” ซึ่งเป็นชื่อภาษาอียิปต์โบราณของนครเมมฟิส ศูนย์กลางคติการบูชาเทวีเซ็คเมตนั่นเอง


เทวีบาสเต็ต ในจินตนาการของศิลปินร่วมสมัย

ผู้บูชาเทวีบาสเต็ต โดยเทวรูปที่ผมทำพิธี ยังจะเห็นว่า แม้แต่คาถาบูชา ก็เป็นมนต์ที่ใช้กับพระนาง ในภาคที่เรียกว่า Sekhmet-Bast

คือจะใช้บูชาเทวรูปของพระนาง ที่ถือ อีจิส (Aegis) ซึ่งมีสัญลักษณ์ของเทวีเซ็คเมตในพระหัตถ์ซ้ายก็ได้ หรือบูชาองค์เทวีเซ็คเมตโดยตรงก็ได้

ผู้ศึกษาเทววิทยาควรตระหนักว่า เรื่องอย่างนี้มีอยู่ในเทวปกรณ์ของชนชาติอื่นๆ ทั่วไปในโลกเช่นกันครับ

ดังในคติฮินดู ซึ่งมีการรวมคติการบูชาเทพนารี 3 องค์ คือ พระอุมา พระทุรคา และ พระแม่กาลี เข้าเป็นองค์เดียวกัน แล้วอธิบายว่าเป็นการปรากฎพระองค์ในภาคต่างๆ พระอุมาเป็นภาคอ่อนโยน พระแม่กาลีเป็นภาคดุร้าย เป็นต้น

ทั้งที่โดยความเป็นจริงแล้ว เป็นเทพคนละองค์กันมาแต่เดิม

การรวมกันเช่นนี้ เพื่อประโยชน์ในการปกครอง อย่างที่ผมบอกไปแล้วละครับ

ส่วนในทางปฏิบัติ ใครจะศรัทธานับถือภาคใดเป็นพิเศษ ก็ไม่หวงห้าม

แต่ภายหลัง ความนิยมทางเทวศาสตร์แห่งบูบาสติสเกิดการเปลี่ยนแปลง การใช้สิงโตเป็น logo หรือสัญลักษณ์ ของพลังแห่งการปกป้องคุ้มครองจากเทวะนั้น เสื่อมความนิยมไป

และเกิดความนิยมใหม่ คือการใช้ แมว อันเป็นสัญลักษณ์ของพลังที่คล้ายคลึงกัน แต่นุ่มนวลกว่า และใกล้ชิดผู้คนมากกว่าแทน


ภาพนี้ไม่มีจริงหรอกครับ
แต่แมวเป็นสัตว์ที่ได้รับการบูชาในอียิปต์มานานมาก

นั่นก็เพราะในทางเทวศาสตร์ไอยคุปต์ แมวก็เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้สังหาร พญางูอโปฟิส (
Apophis) ซึ่งเป็นศัตรูของสุริยเทพรา เป็นผู้ขจัดความชั่วร้าย ด้วยความเด็ดขาดและรวดเร็วเช่นกัน

ในขณะประติมานวิทยาของเทวีสิงโต ย่อมไม่อาจรองรับความต้องการที่เปลี่ยนไป

เพราะแม้ว่า โดยทิพยภาวะขององค์เทพ ย่อมประทานพรได้ทุกอย่าง

แต่ประติมานวิทยา ย่อมจะทำให้เทวานุภาพขององค์เทพ ที่ถ่ายทอดผ่านเทวรูปนั้น ถูกจำกัด หรือ focus ไปด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ

ซึ่งเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

และไม่มีชนชาติใดในโลกนี้หรอกครับ ที่สามารถสร้างเทวรูป ให้ถ่ายทอดพระบารมีขององค์เทพ และเทวานุภาพได้ ครบทุกด้าน

เพราะเป็นไปไม่ได้ ที่จะถ่ายทอดทุกอย่างที่เป็นนามธรรม ผ่านสิ่งที่เป็นรูปธรรม


เทวรูปเทวีบาสเต็ต องค์ที่งามที่สุดจากยุคอียิปต์โบราณ

ดังนั้น ถ้าทำเทวรูปของพระนางเป็นเทวีสิงโต พลังอำนาจของพระนางที่ส่งผ่านเทวรูปนั้น ก็ย่อมเป็นพลังในส่วนที่ดุร้าย เกรี้ยวกราด เหี้ยมเกรียม น่าสะพรึงกลัว เท่านั้น

ถ้าเปลี่ยนจากเทวีสิงโตเป็นเทวีแมว พลังอันเหี้ยมเกรียม ดุร้าย ก็จะเปลี่ยนไป

สิ่งที่จะถ่ายทอดผ่านเทวรูปได้ ก็จะเป็นพลังของพระนาง ในแง่ที่นุ่มนวล อ่อนหวาน กระฉับกระเฉง สดชื่น มีชีวิตชีวา มีเสน่ห์และความน่ารัก ตามธรรมชาติของแมว

สัญลักษณ์แห่งทิพยภาวะ หรือประติมานวิทยาของเทวีประจำนคร จึงเปลี่ยนจากสิงโตเป็นแมว ด้วยเหตุนี้

จริงๆ แล้ว ถ้าไม่มีความสามารถทางจิต ที่เพียงพอจะเชื่อมโยงกับพระนางโดยตรง เราไม่มีทางรู้กันหรอกครับ ว่าองค์เทวีบาสเต็ตที่แท้จริง ทรงมีอุปนิสัยแบบใดกันแน่

แต่ถ้าเทวรูปแมวของพระนาง ได้รับความนิยมมากกว่าเทวรูปสิงโต และได้รับความศรัทธาบูชากันต่อเนื่องยาวนานกว่า

นั่นก็เป็นคำตอบในตัวของมันเองอยู่แล้วว่า พระนางเองก็ทรงโปรดให้คนบูชาพระนาง ด้วยเทวรูปเช่นนั้น

เพราะต่อให้มนุษย์จะบรรเจิด หรือบัญญัติกันตามใจอย่างไร ถ้าองค์เทพไม่เล่นด้วย เทวรูปที่มนุษย์กำหนดกันตามอำเภอใจนั้นก็ไร้ค่าครับ

เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ฝรั่งตะวันตกคิดกันว่า เทวีบาสเต็ตองค์จริง ทรงเป็นเทพนารีที่ร่าเริง เต็มไปด้วยเสน่ห์อันอ่อนหวานและน่ารัก ไม่ใช่นางพญาที่เหี้ยมเกรียมและโหดร้าย เพราะนั่นคือพรที่ได้รับจากพระนาง

เพียงแต่ลืมนึกกันไปว่า พระนางทรงเป็นเทวีสิงโตมาก่อน


อีกภาพของเทวีบาสเต็ต
จากจินตนาการของศิลปิน digital art 

การบูชาพระนางผ่านเทวรูปแมว จึงไม่ทำให้ความดุร้ายของพระนางเสื่อมสูญไปโดยสิ้นเชิง

ตราบใด ที่แมวทั้งปวงในโลกนี้ มีทั้งแมวน่ารัก และแมวดุ ไม่ใช่ว่า จะมีแต่แมวมุ้งมิ้งน่ารักแสนซนเหมือนกันไปหมด

และจะเห็นผลชัด ถ้าใครก็ตาม ประทุษร้ายเบียดเบียนผู้บูชาพระนาง ด้วยการกระทำทางไสยศาสตร์ มนต์ดำ ไม่ว่าจะเป็นสายวิชาของชนชาติใดในโลกนี้ก็ตาม

ความเจริญรุ่งเรือง ของลัทธิที่บูชาพระนาง ปรากฏในรัชสมัยของ ฟาโรห์เชชองค์ (Sheshonk) ที่พระนางทรงได้รับการยกย่อง ให้กลายเป็นเทวีสูงสุดแห่งอาณาจักรไอยคุปต์ 

หลังจากนั้น ไม่ปรากฏว่าความสำคัญของพระนางจะลดลงนะครับ แม้จะมีเทพองค์อื่นผลัดเปลี่ยนขึ้นเป็นเทพประจำอาณาจักรแทนก็ตาม 

ด้วยเหตุที่ว่า การนับถือบูชาพระนางได้แพร่ขยายไปทั่วอียิปต์ ไปไกลจนถึงลิเบีย
         

ซากเทวาลัยของเทวีบาสเต็ต แห่งนครบูบาสติส ที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน

ซึ่งจากความนิยมดังกล่าว และจากการที่ประติมานวิทยาของพระนาง เปลี่ยนจากสิงโตเป็นแมว ก็ทำให้ลัทธิศาสนาที่ใหญ่ที่สุด เช่น ลัทธิบูชาสุริยเทพรา (
Ra) อ้างว่า พระนางทรงเป็นชายาขององค์สุริยเทพด้วย

แต่ในคติของบูบาสติส ที่บูชาพระนางเป็นเทพสูงสุด เขานับถือกันว่าพระนางทรงเป็นเทวีแห่งความบริสุทธิ์ ดังนั้นจึงไม่ทรงมีพระสวามีครับ 

แต่ในฐานะที่ทรงพอพระทัยงานรื่นเริง ก็โปรดที่จะประทานพรแก่คู่บ่าวสาว และจะร่วมในการฉลองการสมรสทุกครั้ง เพื่อประทานความสุขให้เสมอ


……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ปกรณัมแห่งไอซิส ตอนที่ 5 (จบ)




เทพเซธมิได้ทรงทราบถึงการปลุกพระชนม์จอมเทพโอสิริส แต่เพียงแค่ทรงทราบว่า จอมเทพโอสิริสทรงมีรัชทายาทแล้ว ก็ทำให้พระองค์คลั่งแค้นมาก ทรงมีรับสั่งว่า

ตอนนี้เทวบัลลังก์แห่งโลกว่างเปล่า เทพฮาร์มาคิสผู้พี่ของเรา ก็ไม่ปรารถนามัน มันกำลังจะเป็นของเราโดยชอบ แต่นี่ไอซิสกลับมีลูกชายแอบซ่อนเราไว้

ครอบครัวนี้เป็นอุปสรรคแก่เราแท้จริง เราจักหาตัวเด็กคนนี้ให้พบ และฆ่ามันเสีย
         
พระองค์สั่งบริวารออกไปทั่วดินแดนอียิปต์ เพื่อสืบข่าวเกี่ยวกับยุวเทพโฮรุส ในไม่ช้าก็มีคนพบว่า พระเทวีไอซิสกำลังเสด็จกลับไปยังเกาะเคมมิสอย่างรีบด่วน

ดังนั้น ภายหลังพระเทวีไปถึงเกาะดังกล่าวเพียงไม่ทันข้ามวัน เทพเซธก็เสด็จไปถึง และเร้นกายอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำไนล์ เพื่อรอเวลาที่เหมาะสม

คืนนั้นเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง เป็นวันที่จันทรเทพคอนซูทรงมีเทวานุภาพสูงสุดในการควบคุมทุกสิ่งบนพื้นพิภพ

พระเทวีไอซิสจึงเสด็จออกจากที่ซ่อน และเริ่มประกอบพิธีบูชาองค์จันทรเทพ เพื่อขออำนาจคุ้มครององค์ยุวเทพ

แต่เพียงองค์เทวีทรงเริ่มหลับพระเนตรและบริกรรมคาถา เทพเซธก็แปลงร่างเป็นแมงป่องขนาดใหญ่ คลานเข้าไปถึงพระแท่นบรรทมของยุวเทพโฮรุส แมงป่องนั้นต่อยองค์ยุวเทพที่กำลังบรรทมถึง 3 แห่ง
         
เสียงร้องของพระโอรส ทำให้พระเทวีเย็นวาบไปทั้งพระวรกาย พระนางรีบกลับเข้าไป อุ้มพระโอรสองค์น้อยขึ้นด้วยพระหัตถ์อันสั่นเทา ทรงกรีดร้องเมื่อเห็นรอยแผลของพระโอรส ทรงทราบทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

พระเทวีไอซิสกอดพระโอรสไว้แนบพระทรวง บริกรรมคาถาอันทรงอานุภาพทำลายพิษแมงป่องทันที
         
พิษร้ายของแมงป่องค่อยบรรเทาลง แต่องค์เทพโฮรุสทรงพระเยาว์เกินกว่าจะทานทนได้ สิ่งนี้ร้ายแรงเกินไปสำหรับพระองค์

เมื่อถึงตอนเช้า พระองค์ก็สิ้นพระชนม์
         
พระเทวีไอซิสทอดพระองค์เคียงข้างพระโอรส ทรงกรรแสงคร่ำครวญปิ่มว่าจะขาดพระทัย น่าเวทนานัก

แต่โดยพลันก็ทรงได้สติ ทรงร้องขอความช่วยเหลือจากมหาเทพธอธ ผู้ทรงอาคมยิ่งกว่าเทพองค์ใดในสวรรค์ เสียงร้องนั้นกึกก้องไปทั่วสามโลก

มหาเทพธอธได้เสด็จมาปรากฏพระองค์เบื้องหน้าองค์เทวี และตรัสว่า
         
พระนางไม่ต้องทรงวิตก โอรสของพระนางจะต้องแก้แค้นแทนบิดาของเขา และจักได้ครองเทวบัลลังก์แห่งโลกต่อไป ดังนั้นในไม่ช้า พระองค์จักฟื้นคืนพระชนม์ชีพอีกครั้งหนึ่ง

เวลานี้พระนางจงปล่อยให้ดวงพระวิญญาณพระโอรสได้ไปสู่ปรโลก เพื่อเข้าเฝ้าองค์จอมเทพโอสิริส หลังจากนั้น พระองค์จักเสด็จกลับมาสู่โลกนี้ และกระทำภารกิจของพระองค์ให้ลุล่วง

ระหว่างนั้น เราจะเรียกประชุมเหล่าเทพเจ้าทั้งหลาย เพื่อลงมติร่วมกันถึงสิทธิในการครองบัลลังก์ของเทพเซธ จงใช้ปรีชาญาณของพระนางเพื่อมิให้เทพเซธสมหวัง




และแล้ว เทวสภาอันศักดิ์สิทธิ์ก็เกิดขึ้นในโลกมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง

องค์สุริยเทพราได้เสด็จเป็นประธาน ท่ามกลางเหล่าเทพเจ้าและมวลมนุษย์ทั้งหลาย พระเทวีไอซิสก็เสด็จไปเข้าร่วมด้วย

และในไม่ช้า เทพเซธก็เสด็จเข้าสู่เทวสภาอย่างองอาจ เพราะขณะนี้ ดินแดนทั้งหมดในอาณาจักรอียิปต์ ได้ตกอยู่ภายใต้เทวอำนาจของพระองค์แล้ว

แต่เมื่อเทพเซธเริ่มต้นอ้างสิทธิ์ในเทวบัลลังก์ มหาเทพธอธกลับแย้งว่า รัชทายาทของจอมเทพโอสิริสยังอยู่

เทพเซธทรงเดือดดาลมาก ทรงเรียกหาข้อพิสูจน์กระแสรับสั่งของมหาเทพธอธ

ทันทีนั้น พระเทวีไอซิสก็เสด็จออกมาท่ามกลางเทพเจ้าทุกองค์ และตรัสยืนยันสิ่งที่มหาเทพธอธตรัสแล้วทุกประการ

นี่ไม่เป็นความจริง! เทพเซธตรัสอย่างเกรี้ยวกราด

ไอซิสอ้างถึงพระโอรสของจอมเทพ ซึ่งไม่มีตัวตน พวกเราอย่าได้หลงเชื่อ แท้จริงหญิงคนนี้ต้องการครองเทวบัลลังก์ไอยคุปต์เสียเองต่างหาก

องค์สุริยเทพผู้ทรงเป็นประธานแห่งเทวสภานี้ คงจะทรงระลึกได้กระมัง ว่าหญิงคนนี้ได้กระทำสิ่งใด เพื่อช่วงชิงเทวบัลลังก์แห่งโลกจากพระองค์ไปให้สามีของนาง

ขอให้พวกเราทั้งหลาย จงขับไล่นางไปเสียจากที่ประชุมนี้ หาไม่ เราจักทำให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ และทุกคนที่ขัดขวางจะไม่มีชีวิตรอด”

สุริยเทพรา ซึ่งทรงไม่พอพระทัยพระเทวีไอซิสอยู่แล้ว ทรงเห็นด้วยทันที

พระองค์รับสั่งให้เลิกการประชุม และทรงมีเทวโองการให้เทพทุกองค์เสด็จมาลงมติร่วมกันในวันรุ่งขึ้น โดยไม่อนุญาตให้พระเทวีไอซิสเข้าร่วมอีกต่อไป

ดูเหมือนเทพเซธกำลังได้เปรียบ แต่เทพนารีผู้เลอโฉมก็มิได้ย่อท้อ

พระนางเสด็จไปวางแผนอันลี้ลับอย่างหนึ่ง ร่วมกับพระขนิษฐา คือเทวีเนฟธีส




วันรุ่งขึ้น พระเทวีไอซิสก็มิได้เสด็จมาร่วมประชุมสภาจริงๆ มีแต่เทวีเนฟธีส ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าได้หนีจากเทพเซธไปนานแล้วเสด็จมา

เมื่อเห็นเช่นนั้น เทพเซธทรงปีติยินดีมาก ยิ่งเมื่อเทวีเนฟธีสรับสั่งว่า การที่พระนางทรงหนีไปจากพระองค์ที่ผ่านมานั้น ก็เพราะถูกสะกดด้วยเวทมนต์อันชั่วร้ายของพระเทวีไอซิส บัดนี้พระนางหลุดพ้นจากอาคมเหล่านั้นแล้ว และกลับมาเพื่ออยู่เคียงข้างพระองค์

เทพเซธถึงกับทรงลืมทุกสิ่ง ประทานอภัย และทรงสัญญาจะแต่งตั้งพระนางขึ้นเป็นราชินีแห่งอียิปต์ ทันทีที่พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์

การที่พระองค์จะสถาปนาหม่อมฉันถึงเพียงนั้น เป็นพระกรุณาอย่างหาที่สุดมิได้

เทวีเนฟธีสตรัสอย่างอ่อนหวาน

แต่พระองค์ต้องทรงประกาศสาบาน ต่อเทวสภาเสียก่อนว่า หากหม่อมฉันมีโอรส โอรสของหม่อมฉันต้องได้ขึ้นครองเทวบัลลังก์แห่งอียิปต์ ทันทีที่เทวบัลลังก์นั้นว่างลง

และหากว่าเขายังเยาว์วัยเกินกว่าที่จะกระทำอันตรายแก่พระองค์ พระองค์จักไม่ทรงกระทำอันตรายเขาเป็นอันขาด”

เทพเซธทรงประกาศให้คำมั่นสัญญาต่อที่ชุมนุมของเหล่าเทวะทั้งหลายตามนั้น โดยไม่รอช้า

และพอสิ้นคำประกาศนั้นเอง องค์เทวีเนฟธีสก็ทรงพระสรวล

จากนั้น พระวรกายก็เปลี่ยนไปเป็นพระเทวีไอซิส ท่ามกลางความตกตะลึงของเทพทุกองค์ รวมทั้งสุริยเทพรา

พระเทวีไอซิสตรัสว่า

ฉันคือไอซิส ชายาขององค์จอมเทพโอสิริส มารดาของโฮรุส ผู้ทรงเป็นรัชทายาทอันชอบธรรมของอียิปต์

ณ บัดนี้ เทพเซธได้กระทำสัตย์สาบานแล้วว่า ลูกชายของฉันจักได้ครองเทวบัลลังก์แห่งโลกซึ่งว่างอยู่ ด้วยคำสาบานนั้น เทพเซธเป็นผู้รับรองแล้วว่า โฮรุสคือเทวกษัตริย์อันชอบธรรม ขอให้เทพเจ้าทั้งหลายที่นี่ทรงเป็นสักขีพยานด้วยเถิด

เหล่าเทพยดาทั้งหลายทรงโห่ร้องด้วยความพอพระทัย ในความชาญฉลาดของพระเทวีไอซิส ที่ทรงเอาชนะเทพเซธได้สำเร็จ แม้แต่องค์สุริยเทพก็ยังต้องทรงพระสรวล

ขณะเดียวกับที่เทพเจ้าเซธประทับยืนนิ่ง แทบจะกลายเป็นก้อนศิลา

ก่อนจะทรงคำรามด้วยพระเสียงกึกก้อง จนภูเขาใหญ่น้อยทั่วแดนอียิปต์สั่นสะเทือนแทบพังทลาย พระองค์รับสั่งว่า




เทพเจ้าเมื่อพูดแล้วย่อมไม่คืนคำ แต่โฮรุสจะไม่มีทางได้ครองแผ่นดินเป็นอันขาด เราจักรอให้มันโตเป็นหนุ่ม แล้วค่อยประหารมัน!“

จากนั้น เทพเซธและบริวารก็พากันกลับอาณาจักรทะเลทราย

พระเทวีไอซิสได้เสด็จกลับเข้าไปประทับในพระราชวังแห่งธีบีส ดำรงตำแหน่งสุริยรานี ผู้สำเร็จราชการแทนองค์ยุวเทพเป็นการชั่วคราว และผืนแผ่นดินไอยคุปต์ก็สงบสุขอีกครั้ง

จนเมื่อองค์เทพโฮรุส เสด็จกลับมาเกิดในร่างมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง และเมื่อเจริญพระชันษาขึ้น พระองค์พร้อมกับเทพฮาร์มาคิส และผู้จงรักภักดีก็ยาตราสู่สมรภูมิ

ในระหว่างการต่อสู้ ในสงครามอันศักดิ์สิทธิ์และยาวนาน กองทัพของเทพโฮรุสมีชัยชนะเหนือกองทัพของเทพเซธในการต่อสู้ทุกครั้ง 

และในที่สุด หลังจากหมดสิ้นกองกำลังในมือ เทพเซธก็พ่ายแพ้ และถูกเทพฮาร์มาคิสจับได้

แต่เมื่อพระองค์ถูกนำตัวไปถึงเทวสภา และถูกองค์สุริยเทพตัดสินให้ถูกประหารด้วยดาบของเทพโฮรุส พระองค์ก็แปลงเป็นงูสีดำเลื้อยหนีไปได้อีก

เทพโฮรุส ต้องยกทัพออกตามล่าปรปักษ์ของพระองค์อีกครั้ง จนในที่สุดการรบครั้งสุดท้ายได้บังเกิดที่เมือง เอ็ดฟู (Edfu)

ที่นั่น เทพโฮรุสสามารถประหารเทพเซธ ซึ่งแปลงร่างเป็นฮิปโปโปเตมัสสีแดงขนาดยักษ์ได้สำเร็จ




โดยระหว่างการรบ เทพเซธสามารถควักดวงเนตรศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ได้ข้างหนึ่ง

พระเทวีไอซิสเป็นผู้เก็บรักษาพระเนตรข้างนั้นไว้ ก่อนที่มหาเทพธอธจะประจุอาคมให้กลายเป็น วัดจัท (
Uadjat) สัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจ

หลังจากนั้น เทพโฮรุสจึงเสด็จกลับมายังธีบีส และเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นเทวกษัตริย์ครองแผ่นดินอียิปต์ ต่อจากพระบิดาเป็นเวลาหลายร้อยปี กษัตริย์ที่เป็นมนุษย์จึงได้ครองราชย์สืบต่อกันมา โดยถือกันว่าสืบเชื้อสายต่อมาจากพระองค์

ส่วนพระเทวีไอซิส ยหลังสิ้นพระชนม์ ได้เสด็จไปประทับเคียงข้างจอมเทพโอสิริสในปรโลก ร่วมกับเทวีเนฟธีสและเทพอนูบิส เพื่อตัดสินชะตากรรมของดวงวิญญาณผู้วายชนม์ทั้งหลาย ไปจนกระทั่งวันสิ้นโลก ซึ่งจะเกิดภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ ที่ทำลายล้างเหล่ามนุษยชาติไปแทบทั้งหมด




หลังจากนั้นจะเป็นยุคทอง ซึ่งจอมเทพโอสิริส และพระชายาทั้งสองจะกลับมาปกครองโลก เพื่อสร้างสรรค์อารยธรรมอันเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

เหล่าวิญญาณที่ดี จะพากันกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ในวันเวลาอันสวยสดงดงามนั้น และดำรงชีวิตด้วยความผาสุกไปตลอดกาล


……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

มงคลและอัปมงคล

  * วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา * ผมเคยอ่านโพสต์ใน facebook ของซินแสฮวงจุ้ยท่านหนึ่ง ท่านแนะนำว่า รูปภาพและสิ่งของที่ทำเลียนแบบโ...