แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไอยคุปต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไอยคุปต์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562

เครื่องรางไอยคุปต์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*






เครื่องรางของชาวอียปต์โบราณ คือการนำเอาสัญลักษณ์มงคลต่างๆ มาทำด้วยไม้ หินมึค่า รัตนชาติ และโลหะที่มีราคาสูง

สัญลักษณ์มงคลเหล่านี้ มีต้นกำเนิดมาจากการเลียนแบบ และดัดแปลงจากสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชวติ ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือสภาพทางภูมิศาสตร์

เมื่อสิ่งเหล่านั้นถูกนำไปใช้กับองค์เทพเทวีต่างๆ ในทางประติมานวิทยา (Iconography) ชาวอียิปต์ก็จะนำไปใช้ประดับตกแต่ง ตั้งแต่เครื่องมือเครื่องใช้ทางศาสนา จนถึงของแต่งตัว เช่น กล่องใส่กระจก กล่องใส่เครื่องประดับ

เหตุที่เอาสัญลักษณ์ขององค์เทพ มาตกแต่งเครื่องใช้ที่ดูเหมือนเป็นของสามัญธรรมดาเช่นนี้ ก็เพราะในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้มิใช่ของสามัญ ที่มีใช้กันทั่วไปในอียิปต์ครับ

หากแต่เป็นของสำหรับคนชั้นสูง โดยเฉพาะราชนิกูล หรือพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น คนธรรมดาไม่สามารถจะหามาใช้ได้ เรียกว่าเป็นเครื่องแบ่งชนชั้นวรรณะกันได้อย่างหนึ่งทีเดียว

คนอียิปต์ กับคนอินเดีย คนจีน และคนไทยนั้น ดูจะมีทัศนคติที่เหมือนกัน ในเรื่องของความเป็นมงคลครับ

กล่าวคือ ถ้าใครก็ตาม มีชีวิตประจำวันที่ได้ใกล้ชิดสัมผัสกับสิ่งมงคลอย่างสม่ำเสมอ สิ่งมงคลเหล่านั้นย่อมมีอำนาจเร้นลับ ช่วยเกื้อหนุนดวงชะตาของคนผู้นั้นให้เจริญรุ่งเรือง หรืออย่างน้อยที่สุด ก็สามารถบรรเทาเคราะห์กรรมและขจัดโชคร้าย

อย่างไรก็ตาม โลกของมายาศาสตร์ไอยคุปต์นั้น มักมีกาใช้ปะปนกันอยู่เสมอ ทึ้งสัญลักษณ์มงคล วัตถุมงคล เครื่องราง และเครื่องมือเครื่องใช้ใบการประกอบพิธีกรรม

ในบทความนี้จะนำเสนอเฉพาะวัตถุมงคลและเครื่องราง (Amulet & Talisman) เท่านั้น โดยเรียงตามพยัญชนะในภาษาอังกฤษ





Aegis : อีจิส 

ลักษณะโดยทั่วไปเป็นแผ่นครึ่งวงกลม บริเวณกึ่งกลางด้านบนมักทำเป็นพระเศียรของเทพเจ้าต่างๆ

เท่าที่ค้นพบแล้วมีพระเศียรของพระเทวีไอซิส มหาเทวีฮาเธอร์ มหาเทพโฮรุส สุริยเทพรา เทวีเซ็คเมต ทพชู และ เทวีเตฟนุต (Shu & Tefnut) เป็นต้น

พระเศียรขององค์เทพเหล่านี้ มักจะทำให้เห็นพระพักตร์ด้านหน้าเหมือนกันหมดครับ

ส่วนที่เป็นแผ่นครึ่งวงกลม ก็สลักลายด้านหน้าเป็นสัญลักษณ์มงคลต่างๆ เป็นชั้นๆ ไปตลอด เป็นการเลียนแบบกรองศอของเทวรูปนั่นเอง

ในทางมายาศาสตร์อียิปต์ อีจิสเป็นเครื่องรางประเภทคุ้มครองจากสิ่งชั่วร้าย มีทั้งแบบที่ใช้ประดับหน้าอก หรือ ทับทรวง (Pectoral),ใช้ถือในมือ และแบบที่มีแกนสำหรับเสียบไม้เท้าสำหรับประกอบพิธีกรรม ทั้งสามแบบนี้มีขนาดใหญ่พอๆ กัน

นอกจากนี้ ก็มักจะใช้ตกแต่งบนเทวรูปเทพที่มีพระเศียรเป็นรูปสัตว์ เช่น เทวรูปแมวของเทวีบาสเต็ต เป็นต้น อย่างหลังนี้มักมีความยาวราวๆ 4-6 นิ้ว

ชาวอียิปต์โบราณยังสร้างอีจิสที่มีขนาดใหญ่ขึ้นไปอีก เพื่อสำใช้ตกแต่งหัวเรือศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่ขนาดย่อม จนถึงขนาดเท่าเรือที่ใช้กันจริงๆ สำหรับใช้ในพิธีกรรม

ในบรรดาอีจิสทั้งหลาย อีจิสของพระเทวีไอซิสนั้น เป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมมากที่สุดชนิดหนึ่งในวงการมายาศาสตร์ไอยคุปต์ปัจจุบัน ทั้งๆ ที่โดยความเป็นจริงแล้ว เราได้ค้นพบอีจิสที่แน่ใจได้ว่าเป็นของพระเทวีไอซิสจริงๆ น้อยมากครับ ส่วนใหญ่ที่รู้จักกันนั้น ก็เป็นเพราะเข้าใจผิดกันมาตลอด

กล่าวคือ โดยมากแล้วเป็นอีจิสของมหาเทวีฮาเธอร์ มิใช่พระเทวีไอซิสครับ

นั่นก็เป็นเพราะ อีจิสของเทพนารีทั้งสององค์นี้ มักจะมีรูปแบบที่เหมือนกัน จนไม่อาจแยกออกจากกันได้หรอกครับ ถ้าหากไม่มีเครื่องบ่งชี้ คือ อักษรพระนาม ปรากฏอยู่

อย่างไรก็ตาม ในเมื่ออีจิสของมหาเทวีฮาเธอร์เป็นที่รู้จักกันมากและถูกเข้าใจผิดมาตลอดดังกล่าว จึงมีการนำรูปแบบอีจิสเหล่านั้นมาจำลองขึ้น และซื้อขายกันในฐานะอีจิสของพระเทวีไอซิสอยู่เสมอ ในโลกตะวันตก




Ankh : อังค์


เป็นเครื่องรางที่เก่าแก่ และทรงอำนาจมากที่สุด รวมทั้งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายที่สุด ตลอดยุคประวัติศาสตร์อียิปต์ครับ   

ในอักษรภาพไฮโรกลิฟส์ (Hieroglyphs) อังค์หมายถึงชีวิต การดำรงชีวิต และความเป็นอมตะ ทั้งในโลกนี้และปรโลก 

อังค์เป็นลมหายใจของชีวิต เมื่อประกอบกับน้ำ หมายถึงสายน้ำที่มอบชีวิตใหม่ให้ 

ด้วยเหตุนี้ อังค์จึงเป็นสัญลักษณ์ของสุขภาพดี ความมีอายุยืน และหมายรวมถึงกามารมณ์ที่ถูกต้องด้วยครับ 

รูปลักษณ์ของอังค์ มาจากเครื่องหมายของชายและหญิง จึงแสดงนัยยะถึงการอยู่ร่วมกัน ของพลังอำนาจแห่งสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้าม ตามหลักทวิภาวะ (Dualism) ซึ่งถ้าเปรียบกับจีน ก็คือ หยิน-หยาง นั่นเอง  

นอกจากนี้ อังค์ย่อมหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ อังค์นำมาซึ่งชีวิตที่ดี เพียบพร้อม มีทุกสิ่งอย่างพอเพียง ทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม สิ่งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต 

อังค์เป็นความสมบูรณ์แบบ แสดงถึงการมีโชคลาภ และทรัพย์สินเงินทอง รวมความแล้ว หมายถึงทุกอย่างที่เป็นยอดปรารถนาของมนุษย์  

รูปแบบของอังค์ นอกจากจะถูกนำไปสร้างเป็นเครื่องรางแล้ว ยังได้ใช้ทำเป็นเครื่องราชูปโภคต่างๆ ด้วยนะครับ

เช่น กล่องกระจกส่องหน้าหุ้มทอง ซึ่งทำเป็นรูปอังค์ จากสุสานฟาโรห์ตุตันคาเมน ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นอังค์ที่สวยที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก 

เป็นทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีลักษณะเป็นมงคล และยังเป็นภูมิปัญญาของช่างผู้ประดิษฐ์ด้วย

เพราะคำว่า กระจก ในภาษาอียิปต์โบราณนั้นก็ออกเสียงว่า อังค์ เช่นกันครับ                  

นอกจากนี้ แม้แต่ช้อนก็พบบ่อยๆ ที่จะทำเป็นรูปอังค์ ในการประกอบพิธีกรรม เครื่องให้จังหวะเช่น ซิสทรัม (Sistrum) นั้น ก็มักจะทำเป็นรูปอังค์ 







Bastet Cat : วิฬาร์เทวี บาสเต็ต

ชาวอียิปต์โบราณนับถือกันในฐานะ ผู้สังหาร พญางูอโปฟิส (Apophis) ซึ่งเป็นศัตรูของสุริยเทพรา จึงเป็นสื่อของพลังที่ขจัดความชั่วร้ายด้วยความเด็ดขาดและรวดเร็ว 

และเนื่องจากทรงเป็นเหมือนพระเนตรของสุริยเทพราในยามรัตติกาล จึงเป็นทั้งผู้คุ้มครองที่ประทานความอบอุ่น และความปลอดภัยในเวลากลางคืน พลังของความเป็นแมว ยังช่วยให้ผู้เจ็บป่วยฟื้นตัวจากโรคที่เป็นอยู่  หรือได้รับการรักษาที่ดีอีกด้วย
 
แต่การที่เครื่องรางชนิดนี้ ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน ก็เพราะนอกจากจะเป็นที่ชื่นชอบของคนรักแมวแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของความสุข และความปีติยินดี การใช้เครื่องรางนี้จะทำให้จิตใจสดใสร่าเริง กระฉับกระเฉง มองโลกในแง่บวก และดำเนินชีวิตได้อย่างสุขสบาย นอกจากนี้ยังทำให้มีเสน่ห์เพิ่มขึ้น

และถ้าเป็นขนาดตั้งโต๊ะ ที่ทำเลียนแบบของโบราณ (Replica) ยิ่งเหมือนมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีพลังที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดความมีชีวิตชีวาในสถานที่นั้นๆ แม้จะยังไม่ได้ผ่านการปลุกเสกก็ตาม  





Djed : เจ๊ด

บางครั้งรียกว่า Djedwy เครื่องรางรูปกระดูกสันหลัง เป็นสัญลักณ์สำคัญของ มหาเทพพทาห์ เทพแห่งการสร้างสรรค์และช่างฝีมือ และทรงเป็นผู้อุปถัมภ์นคร เมมฟิส (Memphis)

พระองค์ทรงผูกพันกับแกนกลาง และโครงสร้างของสรรพสิ่ง ทั้งร่างกายมนุษย์ และโครงสร้างของอาคาร เครื่องรางชนืดนี้จึงมึอานุภาพกั่ยวเนื่องกับสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด และนำความมั่นคงมาให้ ทั้งในด้านที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม

จากรูปวาดและประติมากรรมต่างๆ มหาเทพพทาห์มักทรงถือเครื่องรางนี้ รวมกับ วาซเซ็พเทอร์ (Was Sceptre และอังค์  

ในนิกายโอสิเรียน เจ๊ดถูกเรียกว่า เสาแห่งจอมเทพโอสิริส (The Pillar of Osiris) ฃึ่งกล่าวไว้ว่าจะมอบพลังแห่งความเป็นอมตะ แต่ที่จริงก็เป็นการยาก ที่จะเห็นเครื่องรางนี้ปรากฏร่วมกับจอมเทพโอสิริส อย่างที่เห็นอยู่เสมอกับมหาเทพพทาห์

เมื่อหลายปีมาแล้ว คลีนิครักษาโรคด้วยการจัดกระดูก (Chiropractic) แห่งหนึ่งขอให้ผมเป็นที่ปรึกษาในการออกยย Logo ให้ ผมแนะนำให้ใช้รูปลักษณ์ของเจ๊ด ปรากฏว่า กิจการของคลึนิกดังกล่าวประสบความสำเร็จด้วยดึมาจนทุกวันนี้

แสดงว่า ศาสตร์แห่งเครื่องรางไอยคุปต์ ก็ยังคงความขลังอย่างที่ไม่มีกาลเวลามาขีดคั่นนะครับ




Hathor Face : พระพักตร์ฮาเธอร์

สัญลักษณ์มงคล รูปแบบหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดของมหาเทวีฮาเธอร์ คือ รูปพระพักตร์ในลักษณะหันหน้าตรง โดยเป็นการผสมผสานระหว่างใบหน้าสตรี กับรูปหน้าวัวครับ

กล่าวคือ เป็นพระพักตร์ซึ่งดูแบน กว้าง และราบเรียบ มีพระเนตร พระนาสิก พระโอษฐ์ และพระเกศาแบบมนุษย์ แต่พระกรรณเป็นแบบใบหูของวัว

เครื่องรางที่มีรูปลักษณ์เช่นนี้ ถือกันว่า เป็นสื่อพลังของมหาเทวีฮาเธอร์ในทุกๆ ด้าน โตยเฉพาะพลังแห่งคสามอุดมสมบูรณ์ และเมตามหานิยม ตั้งแต่ความมีเสน่ห์ในระดับทั่วไป จนถึงการมีเพศสัมพันธ์ของคู่รัก 

สัญลักษณ์มงคลนี้ จะเห็นได้มากที่สุดในทางสถาปัตยกรรม และประติมากรรม เช่นใช้ประกอบเป็นลายหัวเสาชนิดหนึ่ง เรียกกันว่า Hathoric Column

นอกจากนี้ ยังนำไปใช้ตกแต่งเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ อีกด้วย เช่นทำไว้ประกอบส่วนที่เป็นด้ามจับของกระจกสำริด เพื่อให้ผู้ใช้กระจกนั้นมีเสน่ห์ และเป็นที่รักของ์นทั่วไป






Heket Frog : เฮเกต

เครื่องรางนี้คือสัญลักณ์ของเทวีชื่อเดียวกัน ซึ่งในศิลปะอียิปต์มักจะเขียนเป็นรูปผู้หญิงที่มีหัวเป็นกบ

พระนางทรงเป็นเทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์ กล่าวกันว่าทรงเป็นเทพธิดาผู้อ่อนหวาน ใจดีมาก และนำความปลอดภัยมาให้

เครื่องรางที่ทำเป็นรูปกบ โดยมีอักษรพระนามของเทวีองค์นี้กำกับอยู่ จึงเป็นสัญลักษณ์ของพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ ที่ควบคุมการท่วมของแม่น้ำไนล์ให้เป็นไปดามวัฏจักร

ชาวอียิปต์โบราณยังใช้เครื่องรางนี้ในการรักษาโรค โดยวางลงบนหน้าผาก และกลางหน้าอกของคนป่วยที่กำลังมีไข้สูง พร้อมกับสาธยายมนต์ของเทวีเฮเกตซ้ำกันหลายๆ ครั้ง ก็จะช่วยถอนพิษไข้ได้

ผู้หญิงที่ต้องการตั้งครรภ์ ก็สามารถใช้เครื่องรางฃนิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นลูกคนแรกหรือไม่ก็ตาม การใช้เครื่องรางนี้คู่กับ เท็ต (Tet) ยังสามารถช่วยให้คลอดบุตรได้อย่างปลอดภัย


ว่ากันว่า การทำเครื่องรางนี้ให้มีขนาดเท่ากบจริงๆ ตั้งไว้ในบ้านที่ห่างจากแหล่งน้ำ ยังช่วยบรรเทาอากาศร้อนอบอ้าวจากภายนอก เพราะกบเป็นสัตว์ที่มีร่างกายเย็นเสมอ





Horus Falcon : พญาเหยี่ยวโฮรุส
 
เป็นวัตถุมงคลคู่บารมีองค์ฟาโรห์ ในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์แห่งพระราชอำนาจ และชัยชนะเหนืออริราชศัตรู

โดยที่เห็นกันส่วนมาก จะสร้างเป็นประติมากรรมตั้งแต่ที่ทำด้วยไม้ปิดทองลงยา และโลหะขนาดตั้งโต๊ะ จนถึงหินแกะสลักขนาดใหญ่ไว้ภายในภายนอกเทวสถาน สำหรับให้ประชาชนสักการบูชาแทนพระองค์

แม้ว่าโดยหลักการแล้ว เทวประติมากรรมขนาดใหญ่เช่นนี้ จะนับเป็นเครื่องรางมากกว่าเทวรูป เพราะไม่อาจรองรับการบูชาได้อย่างสมบูรณ์เหมือนเทวรูปจริงๆ ก็ตาม

ปัจจุบัน ได้มีการนำมาทำเป็นศิลปวัตถุเลียนแบบของโบราณ และได้รับความนิยมในระดับสูงมากครับ

ซึ่งแม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อเรซิน แต่ถ้ามีความประณีตเพียงพอ ก็จะมีพลังในตัวเองอยู่ระดับหนึ่ง ในการสลายพลังชั่วร้าย ชนะศัตรู และตั้งบูชาระหว่างการเดินทาง เพื่อป้องกัน-แคล้วคลาดจากอุบัติเหตุได้


และถ้าได้รับการการเทวาภิเษกที่ถูกต้อง ตามหลักเทวศาสตร์ไอยคุปต์ อานุภาพดังกล่าวมานี้ก็จะสมบูรณ์ และยั่งยืน







Ichneumon: อิคนูมอน

สัตว์ชนิดนี้มักถูกเรียกว่า พังพอนไอยคุปต์ หรือ แมวของฟาโรห์

โดยชื่อที่นิยมเรียกกันนี้ มาจากภาษากรีกว่า อิคเนมอน (Ιχνεύμων) ขณะที่ชื่อในภาษาอียิปต์โบราณของมันคือ Ad, Hetjez และ Xatrw

เป็นสัตว์ที่ปราดเปรียวมากครับ อาชีพหลักของมันคือเดินหากินอยู่ตามชายน้ำ เพื่อลักไข่จระเข้

อิคนูมอนเป็นสัตว์สังคม มักทำรังอยู่ตามเนินดินใกล้ๆ กัน และชอบยืนสองขาอยู่บริเวณรังเป็นกลุ่ม เพื่อสอดส่องระวังภัย เป็นพฤติกรรมที่คุ้นตาชาวบ้านอียิปต์ ที่ทำมาหากินอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำไนล์

อากัปกิริยาที่ยืนตัวตรง สองขาหน้ายกขึ้นเสมออกนี่แหละครับ ทำให้มันถูกเปรียบเทียบว่า กำลังถวายความเคารพองค์สุริยเทพ

ชาวอียิปต์จึงนำมาสร้างเป็นประติมากรรมดินเผา และหินแกะสลัก ในลักษณะยืนตัวตรง สองขาหน้ายกขึ้นเป็นท่าแสดงการบูชาองค์สุริยเทพ เหนือหัวมีแผ่นจานสุริยะและยูรีอุส โดยไม่มีศิราภรณ์ ประดิษฐานไว้ในสุสานต่างๆ

แต่ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปแล้ว จะมีการกราบไหว้บูชากันหรือไม่ ยังไม่มีหลักฐานยืนยันนะครับ

เพราะที่ปรากฏในสุสานนั้น มักเป็นประติมากรรมขนาดตั้งโต๊ะ และยังไม่เคยพบที่ทำเป็นเครื่องรางสำหรับพกติดตัวด้วย

จึงเชื่อกันว่า สัตว์มงคลชนิดนี้อาจถูกใช้เฉพาะในราชสำนักเท่านั้น

อานุภาพของเครื่องรางอิคนูมอน ว่ากันว่า เด่นในเรื่องของความมั่นคง และสันติสุข เป็นสัญลักษณ์ว่าชีวิตจะหาความมืดมนตกต่ำมิได้ เพราะได้รับแสงสว่าง (คือสุริยเทพรา) อยู่เสมอครับ

ปัจจุบันมีเครื่องรางอิคนูมอนขนาดเล็ก ปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง ตามร้านขายหัตถกรรมเลียนแบบวัตถุโบราณในกรุงไคโร





Ma’at ‘s Feather : ขนนกของเทวีมาอัต

เทวีองค์นี้ทรงได้รับการบูชาได้รับการเคารพบูชาในฐานะผู้อุปถัมภ์ความกลมกลืน ความยุติธรรม และความจริง

ในศิลปะอียิปต์โบราณ ที่แสดงถีงหอแห่งการพิพากษาของจอมเทพโอสิริส บางครั้งจะเห็นเทพนารีองค์นี้ประทับอยู่เบื้องหลังมหาเทพธอธ เป็นองค์พยานในการชั่งน้ำหนักหัวใจผู้ตายเทียบกับขนนก ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดที่จะตัดสินว่า ผู้ตายจะได้ไปเกิด หรือจะต้องรับการลงทัณฑ์

หากหัวใจของผู้วายชนม์เบากว่าขนนก แสดงว่าผู้วายชนม์นั้นเป็นผู้ประกอบกรรมดี วิญญาณของเขาจะได้ไปสู่เทวโลก เพื่อรอการเกิดใหม่

หากหัวใจของผู้วายชนม์หนักกว่าขนนก แสดงว่าเขาเป็นผู้ประกอบกรรมชั่ว วิญญาณของเขาจะถูกอสุรกายชื่อ อัมมุต (Ammut) กัดกิน        

เครื่องรางรูปขนนกของเทวีมาอัต ถูกค้นพบไม่มากนัก มันสามารถใช้กับคนที่อุทิศชีวิต เพื่อต่อสู้กับความอยุติธรรมและความชั่วร้าย แต่เครื่องรางนี้ก็จะปกป้องคนที่ยึดถิอความจริงเท่านั้น




Menat : เมนัต

มีต้นกำเนิดมาจากลัทธิบูชาอวัยวะเพศชาย ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ฃึ่งพบได้ในแทบทุกอารยธรรมทั่วโลก

แต่อียิปต์ได้ดัดแปลงจนเหลือเค้าเดิมเพียงเล็กน้อย และแทนที่จะเกี่ยวข้องกับเทวบุรุษ ก็กลับกลายเป็นเครื่องรางของมหาเทวีฮาเธอร์ ฃึ่งก็หมายความว่า ยังคงผูกพันกับเรื่องของความอุดมสมบูรณ์อยู่นั่นเอง

เครื่องรางนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของพลังทางเพศ ฃึ่งจะต้องใช้กับสร้อยคอ โดยชนชั่นสูงของอียิปต์จะสวมใส่มันในชีวิตประจำวัน

การใช้ในทางปฏิบัติก็คือ การรักษา หรือฟื้นฟูกลไกทางธรรมชาติของการสืบพันธุ์ มันจึงนำมซึ่งความสามารถ และความปรารถนาที่จะมีเพศสัมพันธ์

และสำหรับคนที่บูชามหาเทวีฮาเธอร์ เครื่องรางนี้ยังสามารถเพิ่มพลังเสน่ห์ และเมตตามหานิยมในระดับทั่วๆ ไป ทั้งยังส่งผลดีเป็นพิเศษ กับผู้หญิงที่ประกอบอาชีพหรือทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวงการบันเทิง และศิลปะการแสดงทุกชนิด




Scarab : สคาแร็บ

เป็นเครื่องรางที่ได้รับความนิยมสูงสุดชนิดหนึ่ง รูปแบบของมันมาจากด้วงมูลสัตว์ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Scarabaeus sacer 
          
เครื่องรางสคาแร็บ มักทำด้วยหินมีค่า แก้ว หรืออัญมณีที่สลักเป็นรูปตัวด้วงมูลสัตว์ ฝังไว้ในเรือนทองคำที่ทำเป็นรูปขาทั้ง 6 ข้าง หรือบางทีอาจมีเพียง 4 ข้างเท่านั้น

แต่ถ้าเป็นขนาดใหญ่ และมิได้แกะสลักจากหินที่มีค่ามากนัก ก็อาจแกะสลักขาทั้ง 6 ข้างแนบลำตัว

รูปแบบที่นิยมกันคือรูปสคาแร็บที่มีปีกนก 2 ข้าง ทั้งแบบปีกเหยี่ยว และปีกปบบนกแร้ง มักใช้ประกอบเครื่องถนิมพิมภาภรณ์หรือทำเป็นเครื่องรางเดี่ยวๆ วางบนหน้าอกของมัมมี่ เพื่อพิทักษ์หัวใจของผู้ตายซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่จะต้องนำไปชั่งน้ำหนักกันในหอพิพากษาของจอมเทพโอสิริส       

สคาแร็บมีชื่อเรียกในภาษาอียิปต์โบราณว่า เคเปรา (Khepera) และเกี่ยวข้องกับองค์เทพ เคปรี (Khepri) ซึ่งปรากฏพระองค์ในลักษณะเทพเจ้าที่ประทับนั่งบนบัลลังก์ ส่วนที่เป็นพระเศียรนั้นแทนด้วยรูปสคาแร็บ ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดเดียวในศิลปะอียิปต์โบราณที่จะถูกวาดเป็นรูปด้านตรง (คือมองจากด้านหลัง) เสมอ


ในการเทวาภิเษกเทวรูป และเครื่องรางไอยคุปต์ สคาแร็บถูกใช้เป็นเตรื่องรางสำหรับประสานธาตุทั้ง 4 จึงมักมีการนำมาใช้รักษาโรค และการพกพาเครื่องรางนี้ไว้ใกล้ๆ กับหัวใจก็จะนำมาซึ่งสุขภาพที่ดี






Sesen : ดอกบัว

เป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ มีความเกี่ยวข้องกับสุริยเทพรา โดยกล่าวกันว่า เมื่อสุริยเทพราปรากฏพระองค์ขึ้นครั้งแรกในโลก ก็ทรงใช้รูปลักษณ์ของดอกบัว 

ชาวอียิปต์มองว่า ดอกบัวเป็นสิ่งแรกที่บูชาพระอาทิตย์ที่กำลังโผล่พ้นขอบฟ้า ถือเป็นสิริมงคลอันสูงสุดในศาสนาอียิปต์ ที่ให้ความสำคัญแก่ดวงสุริยะ ในฐานะผู้ให้กำเนิดสรรพชีวิต
                  
เพราะเหตุนี้ละครับ พวกเขาจึงนำดอกบัวมาตกแต่งสถาปัตยกรรม ทั้งโดยทางภาพเขียน และภาพแกะสลัก เช่นทำเป็นหัวเสาหลากหลายรูปแบบ นับเป็นเครื่องประกอบสถาปัตยกรรมที่มากด้วยลีลาความคิดอย่างยิ่ง
         
เทวรูปเทพองค์สำคัญทั้งหมดในศาสนาอียิปต์นั้น  มีคฑาที่เป็นเทพศาสตราวุธสำคัญอยู่ 2 แบบ  คือ วาซ  เซ็พเทอร์ (Was Sceptre) และคฑาที่มีหัวเป็นรูปดอกบัว


การบูชาเครื่องรางรูปดอกบัว จะนำมาซึ่งความสามารถในการเข้าถึงเทวะ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด บังเกิดปรีชาญาณ และความรู้แจ้ง ข้ามพ้นอวิชชาทุกประการ





Sistrum : ซิสทรัม

หรือ ซิสทรา (Sistra) เป็นเครื่องประกอบจังหวะ (Percussion) ชนิดหนึ่ง ที่ใช้ในพิธีกรรมของชาวอียิปต์โบราณ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพระเทวีไอซิส มหาเทวีฮาเธอร์ และเทวีบาสเต็ต

มหาเทวีฮาเธอร์ ทรงมีซิสทรัมเป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์ เพราะทรงเป็นมารดาแห่งพิธีกรรมในสายของสุริยเทพรา

ในขณะที่แม้แต่พระเทวีไอซิส ซึ่งเป็นมารดาแห่งเทวศาสตร์ในสายโอสิเรียน เมื่ออยู่ในภาพวาดหรือภาพแกะสลักที่สื่อความหมายว่าเป็นมารดาแห่งพิธีกรรม ก็จะทรงถือซิสทรัมเช่นกัน

การใช้ซิสทรัมขนาดเล็ก ในฐานะเครื่องรางแบบห้อยคอ จนถึงขนาดเท่าจริง สำหรับตั้งไว้ในแท่นบูชาของพระเทวีไอซิส มหาเทวีฮาเธอร์ และเทวีบาสเต็ต จึงทำให้เกิดพลังที่เชื่อมโยงกับเทพนารีทั้งสามมากขึ้น  




Tyet : เท็ต

เครื่องรางแห่งการผูกรัด เรียกอีกอย่างว่า Knot of Isis หรือบางทีก็เรียกว่า Isis’s Tit

มันผูกพันโดยตรง กับคาถาอัญเชิญพระโลหิตของพระเทวีไอซิส เพื่อทำลายโรคและความไม่สมดุลย์ของระบบเลือด โรคเกี่ยวกับอวัยวะเพศ และโรคภายในของผู้หญิง

สัญลักษณ์นี้มีลักษณะคล้ายอังค์กลับหัว เมื่อทำเป็นเครื่องรางนิยมทำด้วยหินสีแดงเสมอ เพราะเกี่ยวข้องกับเลือดนั่นเอง

ในโลกแห่งความตาย เชื่อกันว่าสิ่งนี้จะช่วยให้คนตายเข้าถึงเป้าหมายสูงสุดของการเดินทางหลังความตายได้อย่างสะดวกราบรื่น จึงเป็นเครื่องรางอีกชนิดหนึ้งที่มักจะพบในมัมมี่ของผู้เสียชีวิต
         



Uadjat : ดวงตาวัดจัต

คือพระเนตรของ มหาเทพโฮรุส (Horus) ที่ถูก เทพเซธ (Seth) ควักออกในสมรภูมิเมือง เอ็ดฟู (Edfu)

ซึ่งจบลงด้วยความพินาศย่อยยับของกองทัพฝ่ายเซธ และ มหาเทพธอธ (Thoth) ได้ทรงใช้เวทมนต์คืนดวงพระเนตรนี้แก่มหาเทพโฮรุสในเวลาต่อมา

เทวศาสตร์ไอยคุปต์ สร้างเครื่องรางวัดจัต เพื่อคุ้มครองผู้ใช้ให้ปลอดจากภยันตรายในการเดินทาง รวมทั้งสามารถทำลายสิ่งอัปมงคล ปิศาจ และพลังอันชั่วร้ายต่างๆ

ลักษณะของดวงตาที่เบิกขึ้น แสดงให้เห็นว่า เป็นผู้มองเห็นทุกสิ่งอย่างแจ่มชัด เป็นพลังแห่งแสงสว่างซึ่งได้มาจากมหาเทพโฮรุสซึ่งทรงเป็นสุริยเทพองค์หนึ่ง

ใน คัมภีร์สำหรับผู้วายชนม์ (Book of the Dead) กล่าวว่า ดวงตาวัดจัตคือผู้นำทางวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่ปรโลกด้วยความปลอดภัย แสดงให้เห็นอำนาจการคุ้มครองทั้งผู้มีชีวิตอยู่และผู้ที่ตายไปแล้ว

ในภาพเขียนผนังภายในสุสานต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องทางมรณศาสตร์ มักจะมีการเขียนดวงตาวัดจัตไว้เหนือรูปดวงวิญญาณผู้ตาย เพื่อให้คุ้มครองดวงวิญญาณดังกล่าว

นอกจากนี้ เครื่องรางวัดจัตยังใช้ผนึกไว้เหนือรอยผ่าตรงช่องท้องของมัมมี่ ซึ่งถือว่าเป็นบริเวณที่เทพเจ้ารักษาอยู่ด้วย




Uraeus : ยูรีอุส

เป็นทั้งเครื่องรางที่ทรงอานุภาพที่สุด และอันตรายอย่างยิ่งแม้ต่อเทพเจ้า ซึ่งสุริยเทพราทรงเก็บไว้ในกล่องทองคำใบหนึ่ง   

เมื่อ เทพเก๊บ (Geb) ผู้รักษาแผ่นดินโลก เสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์เป็นเทวกษัตริย์องค์ที่ 3 ต่อจากเทพชู พระองค์ทรงเปิดกล่องนี้เปลวเพลิงอันเกิดจากลมหายใจของยูรีอุส ก็เผาผลาญพระสหายของพระองค์ตายหมด และพระองค์เองก็ถูกแผดเผาอย่างแรงด้วย         

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเทพเก๊บ แสดงถึงพลังอันรุนแรงของพญางูศักดิ์สิทธิ์  ผู้มีลมหายใจเป็นเปลวเพลิง 

พญางูเป็นสัญลักษณ์ของไฟ เป็นได้ทั้งผู้อารักขาและผู้ทำลาย  รวมทั้งเครื่องมือที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่

พระเทวีไอซิส เป็นผู้ทรงเนรมิตพญางูตัวแรกขึ้นในโลก ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่แม้แต่พระเป็นเจ้าผู้สร้างโลกยังไม่รู้จัก พิษของพญางูเป็นสิ่งที่อยู่เหนือพลังอำนาจของเทพเจ้าทั้งปวง แม้แต่สุริยเทพรา 

และด้วยพิษร้ายนั้น องค์สุริยเทพจำต้องละจากทิพยฐานะของพระองค์ ในฐานะเทวกษัตริย์แห่งโลก แล้วเสด็จไปสู่สวรรค์ 

ยูรีอุสที่เป็นเครื่องรางของอียิปต์นั้น มีความสืบเนื่องมาจาก พญางูเอ็ดโจ (Edjo) หรือ บูโต (Buto)

นางพญางูศักดิ์สิทธิ์นี้ ได้รับการคารพบูชาอยู่ทั่วไปตั้งแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์ของอียิปต์ ที่รู้จักกันมากปรากฏในรูปลักษณะของงูเห่าที่กำลังชูคอแผ่แม่เบี้ยและพ่นไฟ        

พระนาประทับอยู่เหนือพระนลาฏขององค์สุริยเทพ เพื่อถวายการอารักขา  เช่นเดียวกับที่ได้ถวายการปกป้องคุ้มครองยุวเทพโฮรุส  ขณะที่ประทับอยู่ที่เกาะเชมมิสอย่างมีประสิทธิภาพ 

ยูรีอุสจึงเป็นส่วนหนึ่งของศิราภรณ์แห่งกษัตริย์อียิปต์ ด้วยความเชื่อว่าอำนาจของเครื่องรางนี้จะปกป้ององค์ฟาโรห์จากภยันตรายต่างๆ 

ในขณะเดียวกัน ก็จะเพิ่มพลังอำนาจขององค์ฟาโรห์  นำมาซึ่งอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อผู้เป็นศัตรู และเป็นเครื่องแสดงอำนาจในฐานะเทวกษัตริย์แห่งโลกนี้ของพระองค์  ศิราภรณ์ที่ประดับรูปยูรีอุสแสดงถึงการเป็นเทวกษัตริย์ที่ถูกต้อง 

ในสุสานของฟาโรห์แต่โบราณ มักมีคำสาปแช่งบทหนึ่งกล่าวถึงลมหายใจของยูรีอุสที่จะทำลายผู้ละเมิดต่อฟาโรห์

เชื่อกันว่า พลังอำนาจในการทำลายนี้ได้คร่าชีวิตคนจริงๆ เป็นจำนวนกว่า 20 ศพ ทั้งหมดเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการเปิดสุสานฟาโรห์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก คือ ฟาโรห์ตุตันคาเมน (Tutankhamen)  

เมื่อกองทัพโรมัน สามารถเอาชนะกองทัพผสมโรมัน-อียิปต์ ในปีที่ 30 ก่อนคริสตกาล พระราชินีคลีโอพัตรา (Cleopatra)  ผู้ปกครองอียิปต์องค์สุดท้าย ทรงเลือกใช้งูพิษในการทำอัตวินิบาตกรรม เพื่อให้การเสด็จสวรรคตของพระนางเป็นการกระทำที่ศักดิ์สิทธิ์






Winged Isis : พระเทวีไอซิสกางปีก

มีทั้งแบบห้อยคอ และขนาดบูชา ซึ่งอย่างหลังก็ยังคงจัดเป็นเครื่องรางมากกว่าเทวรูป โดยจะมีทั้ง ปีกแบบเหยี่ยว (Falcon Wing) และ แบบพญาแร้ง (Vulture Wing)

ข้อแตกต่างคือ ปีกเหยี่ยวมีความโค้งมากกว่า ดูแล้วคล้ายๆ ปีก พญาครุฑ ของไทยเรา ส่วนปีกพญาแร้งสยายยาว สันปีกเป็นเส้นตรง

ปีกทั้งสองชนิดนี้ อาศัยลำพระกรขององค์เทวีเป็นสันปีก ส่วนที่เหลือยาวออกจากพระดรรชนีไปจรดปลายปีก ขนปีกแผ่ไปทางด้านใต้ของพระหัตถ์และพระกร

เครื่องรางพระเทวีไอซิสกางปีก แบบปีกเหยี่ยว เป็นสื่อรองรับและถ่ายทอดพลังอำนาจที่มาจากเบื้องบน ในการเอาชนะศัตรู และทำลายล้างสิ่งชั่วร้ายทุกอย่าง

ส่วนแบบปีกพญาแร้ง มีคุณวิเศษในการปกป้องคุ้มครองจากภยันตราย ทั้งที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม รวมทั้งป้องกันจากคุณไสยมนต์ดำครับ

และเป็นประติมานวิทยา ที่เป็นแบบฉบับของพระเทวีไอซิสโดยเฉพาะ ไม่ซ้ำกับเทวีอื่นใด

เพราะเทพนารีที่มีปีกเช่นนี้ มีแต่ เทวีเนฟธีส (Nephthys) และ เทวีมาอัต (Ma’at) เท่านั้น


ทั้งสององค์มักมีปีกแบบพญาแร้ง และศิราภรณ์ที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน อีกทั้งยังไม่นิยมนำมาสร้างเป็นเครื่องรางเช่นนี้ด้วย


วัตถุมงคลและเครื่องรางเหล่านี้ ช่างฝีมือประจำราชสำนักอียิปต์โบราณมักนำมาใช้รวมกันหลายๆ ชนิด รวมกับสัญลักษณ์มงคล เพื่อให้เกิดพลัง และอานุภาพที่หลากหลายที่สุด โดยเฉพาะถ้าเป็นของใช้สำหรับกษัตริย์และราชินี




ตัวอย่างเช่น ทับทรวงของฟาโรห์ตุตันคาเมน ในภาพนี้ ประกอบด้วยสคาแร็บและปีกเหยี่ยว ดวงตาวัดจัต และยูรีอุส ประกอบสัญลักษณ์มงคล คือ ดวงสุริยะ และดอกบัว

ทั้งหมดนอกจากจะหมายถึงแสงสว่าง และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสุริยเทพแล้ว ยัวมอบพลังแห่งการปกป้อวตุ้มครอง พลังในการทำลายสิ่งชั่วร้าย และการทำลายล้างศัตรูอย่างไม่จำกัดด้วย

แต่องค์ฟาโรห์ตุตันคาเมนนั้น พระชันษาไม่ยั่งยืน ครองราชย์อยู่เพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็สิ้นพระชนม์

นั่นอาจเป็นเพราะพระวรกายของพระองค์นั้นทุพพลภาพ พระพลานามัยก็อ่อนแอ ไม่สมบูรณ์ฃึ่งถ้าเป็นวิบากกรรมที่ทรงมีมาตั้งแต่ประสูติ วัตถุมงคลและเครื่องรางใดก็ช่วยเหลือพระองค์ไม่ได้

และเป็นไปได้ว่า พระองค์อาจจะมิได้มีอาสใช้ทับทรวงชุดนี้เลย ตลอดรัชกาลอันสั้นของพระองค์


...................................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด


วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

เทวศาสตร์ไอยคุปต์




ศาสนาอียิปต์โบราณ ไม่มีศาสดาองค์ใดเป็นผู้ริเริ่ม ไม่มีศาสดาองค์ใดอ้างว่าได้ฟังมา หรือเป็นผลจากการค้นคว้าด้วยปัญญาญาณ

แต่เกิดขึ้น เพราะการสั่งสมความรู้ที่ได้จากการเข้าถึงสภาวะเร้นลับต่างๆ ในธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในทางเทววิทยา (Theology)

ว่ากันตามสภาพภูมิศาสตร์ อาณาจักรอียิปต์โบราณนั้น แบ่งเป็นอียิปต์บน (Upper Egypt) และอียิปต์ล่าง (Lower Egypt) ตามทิศทางการไหลของแม่น้ำไนล์ (Nile) เป็นเกณฑ์  

ดังนั้นเมื่อดูจากแผนที่ ส่วนที่เป็นอียิปต์ล่างจะอยู่ตอนบน เพราะแม่น้ำไนล์นั้นเกิดขึ้นบริเวณที่ราบสูงเอธิโอเปียแล้วไหลออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางทิศเหนือ

อารยธรรมอียิปต์ เกิดขึ้น ณ ริมฝั่งแม่น้ำที่ยาวถึง 6,400 กิโลเมตรนี้ละครับ และได้รับผลจากความอุดมสมบูรณ์ภายหลังจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ทุกปีจนเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด จึงได้รับการขนานนามว่า ของขวัญแห่งแม่น้ำไนล์ (Gift of the Nile)

แม่น้ำไนล์คือสายธารแห่งการก่อเกิดและดับสูญ ทิศตะวันออกของแม่น้ำ คือการถือกำเนิด ดังนั้นบ้านเมืองและอารยธรรมทั้งหมดจึงตั้งอยู่ริมน้ำฝั่งตะวันออก

ทิศตะวันตกคือการจบสิ้น ริมน้ำฝั่งตะวันตกจึงไม่มีผู้อยู่อาศัย มีแต่สุสาน และพีระมิด

ในขณะเดียวกัน เมื่อภูมิประเทศที่เหลือเป็นทะเลทราย ชาวอียิปต์โบราณก็ประจักษ์ว่า พลังอำนาจอันไม่มีประมาณของดวงอาทิตย์นั้น ย่อมเป็นเหตุปัจจัยของการเกิด การดำรงอยู่ และการสูญสิ้นไปของสรรพสิ่ง

เมื่อดวงอาทิตย์ทอแสงยามเช้า ทุกชีวิตก็สดชื่นและเคลื่อนไหว เมื่อดวงอาทิตย์โคจรข้ามขอบฟ้าจนลับหายไป ทุกชีวิตก็หยุดนิ่งอยู่ในท่ามกลางความมืดอันน่าสะพรึงกลัว ด้วยภยันตรายต่างๆ จากสภาพแวดล้อมในทะเลทราย




เมื่อวิถีชีวิตของชาวอียิปต์โบราณ มีความผูกพันกับแม่น้ำไนล์ และพระอาทิตย์เป็นหลัก ลัทธิศาสนาของอียิปต์จึงมีพื้นฐานอยู่บนสองสิ่งนี้แหละครับ

แต่แม่น้ำไนล์ ก็กลับมิได้มีความสำคัญในแง่ศาสนาเท่ากับดวงอาทิตย์

แม้ว่าจะมีเทพประจำแม่น้ำ คือ เทพฮาปี (Hapi) แต่ก็ทรงเป็นเทพแห่งน้ำท่วมมากกว่าแม่น้ำปกติ และเทพองค์นี้ก็มีบทบาทเกี่ยวข้องกับเทพผู้ยิ่งใหญ่องค์อื่นน้อยมากครับ ไม่มีเทวสถานที่สร้างสำหรับพระองค์เป็นการเฉพาะด้วยซ้ำไป

ความสำคัญของแม่น้ำไนล์ในทางศาสนาอียิปต์ เป็นแต่เครื่องรองรับเทวปกรณ์ (Mythology) และพิธีกรรม มากกว่าจะได้รับการเคารพบูชาโดยตรงอย่างแม่น้ำคงคาในอินเดีย

ขณะที่เทพเจ้าผู้เกี่ยวข้องกับพระอาทิตย์ หรือสุริยเทพนั้นกลับมีอยู่มากมายหลายองค์ เพราะเทพเจ้าที่สำคัญมากๆ ในศาสนาอียิปต์นั้นมักจะได้รับการยกย่องว่าทรงมีความเกี่ยวข้องอย่างหนึ่งอย่างใดกับพระอาทิตย์ทั้งสิ้น จนนักปราชญ์ทางศาสนาโบราณกล่าวว่า ศาสนาของชาวอียิปต์โดยเนื้อแท้เป็นการนับถือพระอาทิตย์

ที่สำคัญรองลงไปจากนี้ คือคณะเทพผู้ควบคุมโลกธาตุต่างๆ และคณะเทพที่มีเศียรเป็นรูปสัตว์

เทพเหล่านี้มีจำนวนมากครับ และปรากฏขึ้นตามเมืองต่างๆ กระจัดกระจายกันทั่วดินแดนอียิปต์ เทพองค์ใดเกิดขึ้นที่เมืองใด ก็ได้รับการนับถือโดยประชาชนของเมืองนั้น และดินแดนใกล้เคียง

เทพของเมืองที่ใหญ่กว่า จึงมีพรมแดนแห่งการสักการบูชามากกว่า เทพของเมืองเล็กก็มีขอบเขตแห่งการนับถืออยู่เฉพาะเมืองเล็ก

และเทพที่เป็นใหญ่อยู่ในแถบอียิปต์บน ก็มิได้รับความศรัทธาไกลไปถึงอียิปต์ล่าง สภาวการณ์เช่นนี้ เป็นมาตั้งแต่สมัยต้นประวัติศาสตร์

ต่อมา เมื่ออาณาจักรอียิปต์บนและล่าง ถูกรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในรัชสมัย ฟาโรห์เมเนส (Menes : ประมาณ 3,150 ปีก่อนคริสตกาล) ฟาโรห์พระองค์นี้จึงได้ทรงจัดระเบียบการนับถือเทพเจ้าเสียใหม่เป็นอันมาก และเทพเจ้าหลายองค์ที่เรารู้จักกันในปัจจุบันก็ปรากฏชัดเจนขึ้นในสมัยนี้เอง

แต่หลังจากยุคสมัยของพระองค์เป็นต้นมา บรรดาเมืองต่างๆ ภายในอาณาจักรต่างก็ยังคงมีเทพเจ้าเป็นของตนเอง มีคติความเชื่อและพิธีกรรมเป็นของตนเองโดยเฉพาะ จนสิ้นอารยธรรมอียิปต์

ดังนั้น การที่เรามักถูกนักอียิปต์วิทยารุ่นเก่าๆ ชักนำให้เข้าใจผิดกันมาตลอดว่า เทพเจ้าองค์สำคัญหลายองค์ที่เรารู้จักกันอยู่นั้น เป็นที่นับถือกันทั่วไปทุกหนแห่งตลอดผืนแผ่นดินอียิปต์ ความจริงแล้วไม่ใช่หรอกครับ

เทพเจ้าผู้ทรงเป็นใหญ่ตามที่เรารู้จักกัน ก็เพราะทรงเป็นเทพของนครที่ใหญ่โต มีอิทธิพลทางการเมืองมากเท่านั้น

พ้นจากขอบข่ายแห่งอิทธิพลและอำนาจของนครดังกล่าว การยอมรับนับถือเทพเจ้าเหล่านั้นก็ผ่อนคลายลงไปด้วย

และแม้แต่ในนครใหญ่ที่นับถือแทพเหล่านั้น ก็มีหลายองค์นะครับ ที่มีแต่ชนชั้นสูงเคารพนับถือกัน ในขณะที่ไพร่บ้านพลเมืองทั่วๆ ไป จะบูชาเทพชั้นรองกว่า




อีกทั้งถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว การที่เทพเหล่านั้นทรงมีชื่อเสียงมีความสำคัญตลอดมาจนถึงยุคสมัยของเรา ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพวกกรีก-โรมัน ซึ่งรับคติการบูชาเทพเหล่านั้นมา แล้วฝรั่งตะวันตกก็สืบทอดมาอีกต่อหนึ่งนั่นเอง

การนับถือเทพที่แตกต่างกันไปในแต่ละดินแดนอย่างนี้ ในทางหนึ่ง ก็เป็นปัญหาทางการเมืองการปกครองของอาณาจักรอียิปต์เองเหมือนกันนะครับ

เพราะเมื่อบูชาเทพคนละองค์กัน ย่อมทำให้รู้สึกว่า เป็นคนละหมู่คนละพวก หากมีการขัดแย้งกันขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องประนีประนอมกัน

ใครเข้มแข็งกว่าก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ บางทีอาจถึงแข่งขันกับศูนย์อำนาจหลักในขณะนั้น ความแตกแยกของอาณาจักรก็บังเกิดได้โดยง่าย

เพราะเหตุนี้ คณะนักบวชของเทพประจำนครใหญ่ หรือนครหลวงที่เป็นศูนย์รวมอำนาจการปกครองในแต่ละยุคสมัย จึงจำเป็นต้องผูกเทพนิยาย หรือเทวปกรณ์ขึ้นมา เพื่อรวบรวมคติการนับถือเทพที่กระจัดกระจายอยู่ตามบ้านเล็กเมืองน้อยต่างๆ เข้ามาอยู่ในลัทธิศาสนาของตน




เป็นกุศโลบาย ที่จะทำให้วิถีแห่งศรัทธาของผู้คนในอาณาจักร เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไงครับ

ยุคสมัยใด ฟาโรห์พระองค์ใดนับถือเทพองค์ใดเป็นใหญ่ นักบวชก็แต่งเทพนิยายผูกเอาเทพองค์อื่นเข้ามารวมกับเทพองค์นั้น ให้มีบทบาทมีเรื่องราวต่างๆ สอดคล้องต่อเนื่อง 

แต่ในท้ายที่สุด ก็เพื่ออาศัยบารมีของเทพประจำนครที่เล็กกว่า มาช่วยหนุนเทพของตน ให้มีเทวอำนาจมีทิพยภาวะยิ่งใหญ่ขึ้น

การกระทำเช่นนี้ ในแง่หนึ่งก็เท่ากับเป็นการให้ความสำคัญ แก่เทพประจำนครเล็กๆ เหล่านั้นด้วยครับ

เพราะเทพพื้นเมืองบางองค์ไม่เคยมีบทบาทอะไรเลย ก็กลับมีฐานะอันเด่นชัด มีอำนาจบารมีมากขึ้น

หรือบางองค์เคยมีเรื่องเล่าแตกแยกกัน ไม่ปะติดปะต่อ ก็รวบรวมกันได้สนิทเป็นเนื้อเดียวกัน

แม้ว่าถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว จะพบว่าทั้งหมดเป็นไปเพื่อเสริมบารมีเทพองค์อื่นต่างหาก แต่ก็เฉพาะคนที่เป็นนักปราชญ์จริงๆ เท่านั้นละครับจึงจะรู้ได้

ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วๆ ไปแล้ว ไม่ติดใจสงสัยแต่อย่างใด ออกจะพอใจด้วยซ้ำ 

เมื่อต่างคนต่างผูกเทพนิยายไปตามเงื่อนไข เหตุปัจจัย และกาลเวลาที่แตกต่างกันเช่นนี้มากเข้า เทวปกรณ์ของเทพเจ้าองค์สำคัญแต่ละองค์ ก็เลยพลอยสับสน หาความแน่นอนไม่ได้

อย่างเทพองค์เดียวกัน ยุคหนึ่งเมืองหนึ่งว่าไปอย่างหนึ่ง อีกยุคหนึ่งอีกเมืองหนึ่งว่าไปอีกอย่างหนึ่ง ก็มีนะครับ

เช่น ในเทวปกรณ์ของเมืองหนึ่ง กล่าวว่าเทวีองค์หนึ่งทรงเป็นชายาของเทพองค์หนึ่ง อีกเมืองว่าเป็นพระมารดาซะงั้น

หรือล่วงไปอีกยุคหนึ่ง อีกเมืองหนึ่ง อาจจะว่าเป็นพระธิดาก็ได้

ความสับสนเช่นนี้ จึงมีอยู่ทั่วไปในเทววิทยาไอยคุปต์ และที่จริงก็มีอยู่ในเทววิทยาของชนชาติอื่นๆ ทั่วไปนะครับ ที่เห็นได้ชัดก็คือ อินเดียและจีน

ดังนั้น ผู้ศึกษาเทววิทยาอียิปต์ จึงควรทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานของเทววิทยาสากลเสียก่อนว่า 

เทวปกรณ์เป็นสิ่งที่มนุษย์แต่งขึ้น เพื่ออธิบายเรื่องของเทพเจ้า ตามเงื่อนไขปัจจัยแวดล้อมต่างๆ โดยเฉพาะที่สำคัญที่สุด คือเงื่อนไขทางการเมืองการปกครอง

เพราะในสมัยโบราณนั้น ไม่ว่าชนชาติใด ย่อมถือเอาศาสนาเป็นหลักแห่งการบริหารบ้านเมือง ทั้งนั้นแหละครับ




เมื่อเป็นเช่นนี้ เนื้อความต่างๆ ในเทวปกรณ์หรือเทพนิยาย จึงย่อมมีความสับสน แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและสถานที่

ไม่เป็นมาตรฐาน และไม่เป็นเรื่องที่ควรเชื่อว่าเกิดขึ้นจริง หรือเป็นไปตามนั้นจริงๆ แต่แม้กระนั้นก็เป็นเรื่องที่ควรศึกษาให้เข้าใจ

เพราะถึงจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นโดยมนุษย์อย่างเราๆ แต่นักบวชผู้รจนาเทวปกรณ์เหล่านั้น ก็มิได้แต่งทุกสิ่งทุกอย่างขึ้น จากจินตนาการและความเพ้อฝันเท่านั้นหรอกครับ

หากแต่ได้เรียบเรียงขึ้น จากสิ่งที่วางอยู่บนรากฐานของความเป็นจริงทั้งสิ้น แล้วจึงได้เพิ่มเติมรายละเอียดต่างๆ เข้าไป เพื่อให้เรื่องราวสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผลกัน

ฉะนั้น ในเทวปกรณ์เหล่านั้นเอง จึงย่อมมีสารัตถะแห่งความเป็นจริงซ่อนอยู่

การแยกแยะกลั่นกรองสิ่งที่ถูกเพิ่มเติมเข้าไปภายหลังออก จนค้นพบสารัตถะแห่งความจริงเหล่านั้น ย่อมเป็นหนทางหนึ่งที่นำไปสู่การเข้าถึง ทิพยภาวะ (Divinity) ที่แท้จริงขององค์เทพครับ


............................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

มงคลและอัปมงคล

  * วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา * ผมเคยอ่านโพสต์ใน facebook ของซินแสฮวงจุ้ยท่านหนึ่ง ท่านแนะนำว่า รูปภาพและสิ่งของที่ทำเลียนแบบโ...