แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธอธ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธอธ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ปกรณัมแห่งไอซิส ตอนที่ 5 (จบ)




เทพเซธมิได้ทรงทราบถึงการปลุกพระชนม์จอมเทพโอสิริส แต่เพียงแค่ทรงทราบว่า จอมเทพโอสิริสทรงมีรัชทายาทแล้ว ก็ทำให้พระองค์คลั่งแค้นมาก ทรงมีรับสั่งว่า

ตอนนี้เทวบัลลังก์แห่งโลกว่างเปล่า เทพฮาร์มาคิสผู้พี่ของเรา ก็ไม่ปรารถนามัน มันกำลังจะเป็นของเราโดยชอบ แต่นี่ไอซิสกลับมีลูกชายแอบซ่อนเราไว้

ครอบครัวนี้เป็นอุปสรรคแก่เราแท้จริง เราจักหาตัวเด็กคนนี้ให้พบ และฆ่ามันเสีย
         
พระองค์สั่งบริวารออกไปทั่วดินแดนอียิปต์ เพื่อสืบข่าวเกี่ยวกับยุวเทพโฮรุส ในไม่ช้าก็มีคนพบว่า พระเทวีไอซิสกำลังเสด็จกลับไปยังเกาะเคมมิสอย่างรีบด่วน

ดังนั้น ภายหลังพระเทวีไปถึงเกาะดังกล่าวเพียงไม่ทันข้ามวัน เทพเซธก็เสด็จไปถึง และเร้นกายอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำไนล์ เพื่อรอเวลาที่เหมาะสม

คืนนั้นเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง เป็นวันที่จันทรเทพคอนซูทรงมีเทวานุภาพสูงสุดในการควบคุมทุกสิ่งบนพื้นพิภพ

พระเทวีไอซิสจึงเสด็จออกจากที่ซ่อน และเริ่มประกอบพิธีบูชาองค์จันทรเทพ เพื่อขออำนาจคุ้มครององค์ยุวเทพ

แต่เพียงองค์เทวีทรงเริ่มหลับพระเนตรและบริกรรมคาถา เทพเซธก็แปลงร่างเป็นแมงป่องขนาดใหญ่ คลานเข้าไปถึงพระแท่นบรรทมของยุวเทพโฮรุส แมงป่องนั้นต่อยองค์ยุวเทพที่กำลังบรรทมถึง 3 แห่ง
         
เสียงร้องของพระโอรส ทำให้พระเทวีเย็นวาบไปทั้งพระวรกาย พระนางรีบกลับเข้าไป อุ้มพระโอรสองค์น้อยขึ้นด้วยพระหัตถ์อันสั่นเทา ทรงกรีดร้องเมื่อเห็นรอยแผลของพระโอรส ทรงทราบทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

พระเทวีไอซิสกอดพระโอรสไว้แนบพระทรวง บริกรรมคาถาอันทรงอานุภาพทำลายพิษแมงป่องทันที
         
พิษร้ายของแมงป่องค่อยบรรเทาลง แต่องค์เทพโฮรุสทรงพระเยาว์เกินกว่าจะทานทนได้ สิ่งนี้ร้ายแรงเกินไปสำหรับพระองค์

เมื่อถึงตอนเช้า พระองค์ก็สิ้นพระชนม์
         
พระเทวีไอซิสทอดพระองค์เคียงข้างพระโอรส ทรงกรรแสงคร่ำครวญปิ่มว่าจะขาดพระทัย น่าเวทนานัก

แต่โดยพลันก็ทรงได้สติ ทรงร้องขอความช่วยเหลือจากมหาเทพธอธ ผู้ทรงอาคมยิ่งกว่าเทพองค์ใดในสวรรค์ เสียงร้องนั้นกึกก้องไปทั่วสามโลก

มหาเทพธอธได้เสด็จมาปรากฏพระองค์เบื้องหน้าองค์เทวี และตรัสว่า
         
พระนางไม่ต้องทรงวิตก โอรสของพระนางจะต้องแก้แค้นแทนบิดาของเขา และจักได้ครองเทวบัลลังก์แห่งโลกต่อไป ดังนั้นในไม่ช้า พระองค์จักฟื้นคืนพระชนม์ชีพอีกครั้งหนึ่ง

เวลานี้พระนางจงปล่อยให้ดวงพระวิญญาณพระโอรสได้ไปสู่ปรโลก เพื่อเข้าเฝ้าองค์จอมเทพโอสิริส หลังจากนั้น พระองค์จักเสด็จกลับมาสู่โลกนี้ และกระทำภารกิจของพระองค์ให้ลุล่วง

ระหว่างนั้น เราจะเรียกประชุมเหล่าเทพเจ้าทั้งหลาย เพื่อลงมติร่วมกันถึงสิทธิในการครองบัลลังก์ของเทพเซธ จงใช้ปรีชาญาณของพระนางเพื่อมิให้เทพเซธสมหวัง




และแล้ว เทวสภาอันศักดิ์สิทธิ์ก็เกิดขึ้นในโลกมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง

องค์สุริยเทพราได้เสด็จเป็นประธาน ท่ามกลางเหล่าเทพเจ้าและมวลมนุษย์ทั้งหลาย พระเทวีไอซิสก็เสด็จไปเข้าร่วมด้วย

และในไม่ช้า เทพเซธก็เสด็จเข้าสู่เทวสภาอย่างองอาจ เพราะขณะนี้ ดินแดนทั้งหมดในอาณาจักรอียิปต์ ได้ตกอยู่ภายใต้เทวอำนาจของพระองค์แล้ว

แต่เมื่อเทพเซธเริ่มต้นอ้างสิทธิ์ในเทวบัลลังก์ มหาเทพธอธกลับแย้งว่า รัชทายาทของจอมเทพโอสิริสยังอยู่

เทพเซธทรงเดือดดาลมาก ทรงเรียกหาข้อพิสูจน์กระแสรับสั่งของมหาเทพธอธ

ทันทีนั้น พระเทวีไอซิสก็เสด็จออกมาท่ามกลางเทพเจ้าทุกองค์ และตรัสยืนยันสิ่งที่มหาเทพธอธตรัสแล้วทุกประการ

นี่ไม่เป็นความจริง! เทพเซธตรัสอย่างเกรี้ยวกราด

ไอซิสอ้างถึงพระโอรสของจอมเทพ ซึ่งไม่มีตัวตน พวกเราอย่าได้หลงเชื่อ แท้จริงหญิงคนนี้ต้องการครองเทวบัลลังก์ไอยคุปต์เสียเองต่างหาก

องค์สุริยเทพผู้ทรงเป็นประธานแห่งเทวสภานี้ คงจะทรงระลึกได้กระมัง ว่าหญิงคนนี้ได้กระทำสิ่งใด เพื่อช่วงชิงเทวบัลลังก์แห่งโลกจากพระองค์ไปให้สามีของนาง

ขอให้พวกเราทั้งหลาย จงขับไล่นางไปเสียจากที่ประชุมนี้ หาไม่ เราจักทำให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ และทุกคนที่ขัดขวางจะไม่มีชีวิตรอด”

สุริยเทพรา ซึ่งทรงไม่พอพระทัยพระเทวีไอซิสอยู่แล้ว ทรงเห็นด้วยทันที

พระองค์รับสั่งให้เลิกการประชุม และทรงมีเทวโองการให้เทพทุกองค์เสด็จมาลงมติร่วมกันในวันรุ่งขึ้น โดยไม่อนุญาตให้พระเทวีไอซิสเข้าร่วมอีกต่อไป

ดูเหมือนเทพเซธกำลังได้เปรียบ แต่เทพนารีผู้เลอโฉมก็มิได้ย่อท้อ

พระนางเสด็จไปวางแผนอันลี้ลับอย่างหนึ่ง ร่วมกับพระขนิษฐา คือเทวีเนฟธีส




วันรุ่งขึ้น พระเทวีไอซิสก็มิได้เสด็จมาร่วมประชุมสภาจริงๆ มีแต่เทวีเนฟธีส ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าได้หนีจากเทพเซธไปนานแล้วเสด็จมา

เมื่อเห็นเช่นนั้น เทพเซธทรงปีติยินดีมาก ยิ่งเมื่อเทวีเนฟธีสรับสั่งว่า การที่พระนางทรงหนีไปจากพระองค์ที่ผ่านมานั้น ก็เพราะถูกสะกดด้วยเวทมนต์อันชั่วร้ายของพระเทวีไอซิส บัดนี้พระนางหลุดพ้นจากอาคมเหล่านั้นแล้ว และกลับมาเพื่ออยู่เคียงข้างพระองค์

เทพเซธถึงกับทรงลืมทุกสิ่ง ประทานอภัย และทรงสัญญาจะแต่งตั้งพระนางขึ้นเป็นราชินีแห่งอียิปต์ ทันทีที่พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์

การที่พระองค์จะสถาปนาหม่อมฉันถึงเพียงนั้น เป็นพระกรุณาอย่างหาที่สุดมิได้

เทวีเนฟธีสตรัสอย่างอ่อนหวาน

แต่พระองค์ต้องทรงประกาศสาบาน ต่อเทวสภาเสียก่อนว่า หากหม่อมฉันมีโอรส โอรสของหม่อมฉันต้องได้ขึ้นครองเทวบัลลังก์แห่งอียิปต์ ทันทีที่เทวบัลลังก์นั้นว่างลง

และหากว่าเขายังเยาว์วัยเกินกว่าที่จะกระทำอันตรายแก่พระองค์ พระองค์จักไม่ทรงกระทำอันตรายเขาเป็นอันขาด”

เทพเซธทรงประกาศให้คำมั่นสัญญาต่อที่ชุมนุมของเหล่าเทวะทั้งหลายตามนั้น โดยไม่รอช้า

และพอสิ้นคำประกาศนั้นเอง องค์เทวีเนฟธีสก็ทรงพระสรวล

จากนั้น พระวรกายก็เปลี่ยนไปเป็นพระเทวีไอซิส ท่ามกลางความตกตะลึงของเทพทุกองค์ รวมทั้งสุริยเทพรา

พระเทวีไอซิสตรัสว่า

ฉันคือไอซิส ชายาขององค์จอมเทพโอสิริส มารดาของโฮรุส ผู้ทรงเป็นรัชทายาทอันชอบธรรมของอียิปต์

ณ บัดนี้ เทพเซธได้กระทำสัตย์สาบานแล้วว่า ลูกชายของฉันจักได้ครองเทวบัลลังก์แห่งโลกซึ่งว่างอยู่ ด้วยคำสาบานนั้น เทพเซธเป็นผู้รับรองแล้วว่า โฮรุสคือเทวกษัตริย์อันชอบธรรม ขอให้เทพเจ้าทั้งหลายที่นี่ทรงเป็นสักขีพยานด้วยเถิด

เหล่าเทพยดาทั้งหลายทรงโห่ร้องด้วยความพอพระทัย ในความชาญฉลาดของพระเทวีไอซิส ที่ทรงเอาชนะเทพเซธได้สำเร็จ แม้แต่องค์สุริยเทพก็ยังต้องทรงพระสรวล

ขณะเดียวกับที่เทพเจ้าเซธประทับยืนนิ่ง แทบจะกลายเป็นก้อนศิลา

ก่อนจะทรงคำรามด้วยพระเสียงกึกก้อง จนภูเขาใหญ่น้อยทั่วแดนอียิปต์สั่นสะเทือนแทบพังทลาย พระองค์รับสั่งว่า




เทพเจ้าเมื่อพูดแล้วย่อมไม่คืนคำ แต่โฮรุสจะไม่มีทางได้ครองแผ่นดินเป็นอันขาด เราจักรอให้มันโตเป็นหนุ่ม แล้วค่อยประหารมัน!“

จากนั้น เทพเซธและบริวารก็พากันกลับอาณาจักรทะเลทราย

พระเทวีไอซิสได้เสด็จกลับเข้าไปประทับในพระราชวังแห่งธีบีส ดำรงตำแหน่งสุริยรานี ผู้สำเร็จราชการแทนองค์ยุวเทพเป็นการชั่วคราว และผืนแผ่นดินไอยคุปต์ก็สงบสุขอีกครั้ง

จนเมื่อองค์เทพโฮรุส เสด็จกลับมาเกิดในร่างมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง และเมื่อเจริญพระชันษาขึ้น พระองค์พร้อมกับเทพฮาร์มาคิส และผู้จงรักภักดีก็ยาตราสู่สมรภูมิ

ในระหว่างการต่อสู้ ในสงครามอันศักดิ์สิทธิ์และยาวนาน กองทัพของเทพโฮรุสมีชัยชนะเหนือกองทัพของเทพเซธในการต่อสู้ทุกครั้ง 

และในที่สุด หลังจากหมดสิ้นกองกำลังในมือ เทพเซธก็พ่ายแพ้ และถูกเทพฮาร์มาคิสจับได้

แต่เมื่อพระองค์ถูกนำตัวไปถึงเทวสภา และถูกองค์สุริยเทพตัดสินให้ถูกประหารด้วยดาบของเทพโฮรุส พระองค์ก็แปลงเป็นงูสีดำเลื้อยหนีไปได้อีก

เทพโฮรุส ต้องยกทัพออกตามล่าปรปักษ์ของพระองค์อีกครั้ง จนในที่สุดการรบครั้งสุดท้ายได้บังเกิดที่เมือง เอ็ดฟู (Edfu)

ที่นั่น เทพโฮรุสสามารถประหารเทพเซธ ซึ่งแปลงร่างเป็นฮิปโปโปเตมัสสีแดงขนาดยักษ์ได้สำเร็จ




โดยระหว่างการรบ เทพเซธสามารถควักดวงเนตรศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ได้ข้างหนึ่ง

พระเทวีไอซิสเป็นผู้เก็บรักษาพระเนตรข้างนั้นไว้ ก่อนที่มหาเทพธอธจะประจุอาคมให้กลายเป็น วัดจัท (
Uadjat) สัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจ

หลังจากนั้น เทพโฮรุสจึงเสด็จกลับมายังธีบีส และเถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นเทวกษัตริย์ครองแผ่นดินอียิปต์ ต่อจากพระบิดาเป็นเวลาหลายร้อยปี กษัตริย์ที่เป็นมนุษย์จึงได้ครองราชย์สืบต่อกันมา โดยถือกันว่าสืบเชื้อสายต่อมาจากพระองค์

ส่วนพระเทวีไอซิส ยหลังสิ้นพระชนม์ ได้เสด็จไปประทับเคียงข้างจอมเทพโอสิริสในปรโลก ร่วมกับเทวีเนฟธีสและเทพอนูบิส เพื่อตัดสินชะตากรรมของดวงวิญญาณผู้วายชนม์ทั้งหลาย ไปจนกระทั่งวันสิ้นโลก ซึ่งจะเกิดภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ ที่ทำลายล้างเหล่ามนุษยชาติไปแทบทั้งหมด




หลังจากนั้นจะเป็นยุคทอง ซึ่งจอมเทพโอสิริส และพระชายาทั้งสองจะกลับมาปกครองโลก เพื่อสร้างสรรค์อารยธรรมอันเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

เหล่าวิญญาณที่ดี จะพากันกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ในวันเวลาอันสวยสดงดงามนั้น และดำรงชีวิตด้วยความผาสุกไปตลอดกาล


……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2561

ปกรณัมแห่งไอซิส ตอนที่ 1





พระเทวีไอซิส ทรงถือกำเนิดเมื่อครั้งปฐมกาล ในยุคสมัยแห่งสุริยเทพรา (Ra) เทวกษัตริย์องค์แรกผู้ทรงปกครองอียิปต์

ระหว่างการประชุมในเทวสภาครั้งหนึ่ง มหาเทพธอธ (Thoth) ได้ทรงถวายคำพยากรณ์แด่องค์สุริยเทพ ว่าเมื่อใดก็ตามที่ชายาของพระองค์ คือ เทวีนุต (Nut) เทวีแห่งนภากาศ ทรงมีพระประสูติกาลพระโอรส เมื่อนั้น โลกจักมีเทวกษัตริย์ ที่จะมาสืบทอดราชบัลลังก์
         
แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใด องค์เทวีนุตก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะทรงพระครรภ์

องค์สุริยเทพ และเทพเจ้าทั้งหลายเฝ้ารอเป็นเวลานานหลายปี จนในที่สุดต่างก็พากันสิ้นหวัง

เทวกษัตริย์ผู้ชราภาพ ทรงพระพิโรธอย่างรุนแรง ทรงสาปเทวีแห่งนภากาศว่า พระนางจะไม่สามารถกำเนิดบุตรธิดาได้อีก ไม่ว่าจะในวันเดือนปีใดทั้งสิ้น
         
เทวีนุตทรงพระกรรแสงด้วยความโศกเศร้า พระนางรีบเสด็จไปหามหาเทพธอธ ทรงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น

มหาเทพธอธจึงเสด็จไปพบเทพผู้ทรงควบคุมกาลเวลาของโลก และทรงเป็นนักพนันผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นก็คือ จันทรเทพคอนซู (Khonsu)

มหาเทพธอธได้ทรงท้าองค์จันทรเทพเล่นหมากรุกกัน บนท้องฟ้ายามราตรี เหนือแนวโคจรของราชรถจันทรา

ผู้ถูกท้าตกลงทันที ท่ามกลางความพิศวงและตื่นเต้นของเหล่าเทพเจ้า
         
ด้วยสมญานักการพนันผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล องค์เทพคอนซูทรงหมายมั่นจะพิชิตมหาเทพธอธให้จงได้ พระองค์เดินหมากแต่ละตาอย่างพิถีพิถัน และรอบคอบที่สุด

แต่ชั่วระยะเวลาไม่นาน ผู้ท้าทายก็ทำให้พระองค์เข้าตาจนครับ




จันทรเทพทรงกริ้วยิ่งนัก พระองค์รับสั่งให้เล่นกันใหม่ เล่นอีก และเล่นอีก โดยไม่สนใจว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด

ผลก็คือ พระจันทร์สุกสว่างเต็มดวงอยู่นานเป็นพิเศษถึง 5 วัน

นี่มิใช่การละเมิดคำสาปขององค์สุริยเทพนะครับ

เพราะวันพิเศษทั้ง 5 นี้ ไม่ใช่วันเวลาของปีใดปีหนึ่ง หากแต่เป็นวันที่แทรกอยู่ระหว่างวันสิ้นปีเก่า กับวันขึ้นปีใหม่พอดี

และภายใน 5 วันนี้เอง องค์เทวีนุตก็ทรงมีพระประสูติกาลพระโอรสและพระธิดาถึง 5 องค์

คือ จอมเทพโอสิริส เทพฮาร์มาคิส (Harmachis) เทพเซธ พระเทวีไอซิส และ เทวีเนฟธีส (Nephthys)

พระโอรสธิดาทั้ง 5 เจริญพระชันษาขึ้น โดยมหาเทพธอธ และเทพอีกหลายองค์ทรงเป็นผู้สั่งสอนศิลปวิทยาการต่างๆ

โดยเฉพาะจอมเทพโอสิริส และพระเทวีไอซิสนั้น ได้รับการสั่งสอนการใช้เวทมนต์ทุกชนิดอย่างดีที่สุด

ทั้งสององค์จึงกลายเป็นเทพเจ้าที่ทรงภูมิธรรม ยิ่งกว่าเทวะองค์ใดที่เคยมีมาในแผ่นดินอียิปต์ครับ

นอกจากนั้น ทั้งสองพระองค์ยังได้รับความเคารพรัก จากประชาชนทั่วไปอย่างมากมาย

จอมเทพโอสิริสทรงเป็นเทพเจ้าผู้งามสง่า น้ำพระทัยเปิดเผย เต็มไปด้วยความเมตตากรุณา ไม่เคยถือโกรธ และทรงต้อนรับทุกคนอย่างเสมอภาค

ขณะที่พระเทวีไอซิส ทั้งอ่อนหวานเยือกเย็น และแสนจะงดงาม ความเฉิดฉายของพระนางยามเสด็จไปในที่ต่างๆ นั้นทำให้ผู้พบเห็นบังเกิดความปีติยินดี และความสุขโดยทั่วกัน

พระนางทรงอยู่ใกล้ชิดกับคนทุกวรรณะเสมอ ทรงประทับเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ตกทุกข์ได้ยาก เพื่อช่วยเหลือผู้นั้นให้ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น

แม้กระนั้น พระนางก็ทรงมีพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ที่ทำให้ทุกคนถวายความยำเกรง และความเคารพรักในเวลาเดียวกัน

ไม่ว่าใครๆ ก็อยากจะได้ชื่นชมพระบารมีของพระนางทั้งนั้นละครับ

ส่วนเทพเซธนั้น กลับทรงมีพระอุปนิสัยที่แตกต่างจากพระเชษฐาทุกอย่าง

พระองค์ดุร้ายน่าสะพรึงกลัว ทรงเป็นปฏิปักษ์กับทุกคนที่ไม่ยอมรับในพระบารมีของพระองค์ และทรงทะเยอทะยาน ต้องการที่จะเป็นใหญ่อยู่ตลอดเวลา

แม้แต่ในทางมายาศาสตร์ พระองค์ก็ทรงเลือกศึกษาแต่ชนิดที่เป็นคุณไสยมนต์ดำ คือวิธีการที่จะกระทำให้ผู้อื่นมีอันเป็นไปต่างๆ นาๆ ทั้งสิ้น




เมื่อถึงกาลอันควรเสกสมรส จอมเทพโอสิริสก็ทรงอภิเษกกับพระขนิษฐาของพระองค์เอง ขณะที่เทพเซธทรงเสกสมรสกับเทวีเนฟธีส

เป็นต้นแบบประเพณีการเสกสมรสกันเองในระหว่างพระโอรสธิดาของราชวงศ์ไอยคุปต์ในกาลต่อมา เพื่อรักษาสายเลือดอันบริสุทธิ์ไว้

ขณะนั้น องค์สุริยเทพผู้ชราภาพ ก็ยังทรงปกครองโลกในฐานะเทวกษัตริย์อยู่ละครับ

พระองค์ทรงทราบทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แต่แม้จะไม่ทรงยอมรับ พระองค์ก็มิได้ทรงขัดขวางห้ามปราม ทั้งยังประทานสิทธิ์แด่พระโอรสธิดาของเทวีนุท ในการเข้าสู่เทวสภา เฉกเช่นเทพเจ้าองค์อื่นด้วย

แต่พระองค์ก็ยังทรงกุมอำนาจเหนือผืนแผ่นดินต่อไป โดยไม่ทรงใส่พระทัยว่า มวลมนุษย์มิได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

และสรรพสิ่งก็ถูกปล่อยให้เปลี่ยนแปลงไปตามยถากรรม เนื่องจากพระองค์ทรงอ่อนแรง เกินกว่าจะเข้าไปจัดการได้แล้วนั่นเอง

ในที่สุด คณะเทพและมนุษย์ส่วนใหญ่ จึงเริ่มเห็นพ้องต้องกันว่า จอมเทพโอสิริส ทรงมีความเหมาะสมที่จะเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแทนองค์สุริยเทพได้แล้ว

แต่องค์เทพโอสิริส กลับไม่ทรงมีความทะเยอทะยานแต่อย่างใด

พระองค์ทรงนึกเพียงแต่ว่า จะขึ้นครองราชย์ต่อจากองค์สุริยเทพ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมเท่านั้น

สิ่งนี้อยู่ภายในพระหฤทัยขององค์เทวีไอซิสเช่นกันครับ

แต่,,,ความเหมาะสมในพระดำริของพระนาง คือสิ่งที่พระนางควรจะทำให้เกิดขึ้น มิใช่รอให้ผ่านเข้ามาเอง

ด้วยความรู้ที่เราได้จากมหาเทพธอธ พลังอำนาจสูงสุดขององค์สุริยเทพนั้น ซ่อนอยู่ภายในพระนามลับของพระองค์

พระเทวีทรงครุ่นคิด

ถ้าเรารู้พระนามลับนั้น เราจักได้รับพลังอำนาจสูงสุดเหนือองค์สุริยเทพ

ดังนั้น พระเทวีทรงเนรมิตงูเห่าขึ้นเป็นครั้งแรกบนแผ่นดินอียิปต์




และก่อนรุ่งอรุณของวันใหม่ งูเห่าตัวนั้นก็ฉกกัดองค์สุริยเทพที่ข้อพระบาท แล้วเลื้อยหนีหายไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความตกตะลึงของเทพเจ้าทั้งหมด

องค์สุริยเทพทรงเปล่งพระสุรเสียงกึกก้องไปทั่วโลก เหล่าทวยเทพพยายามแก้ไขพิษร้ายนั้น แต่ไม่มีองค์ใดทำสำเร็จ

ข้าแต่พระเป็นเจ้าผู้สร้างโลก มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับพระองค์?” 

พระเทวีไอซิสทูลถาม

สัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งกัดเรา

องค์สุริยเทพรับสั่ง

เราไม่เคยเห็นมันมาก่อน และขณะนี้เราไม่สามารถมองเห็นสิ่งใด แม้แต่ดวงหน้าของเธอ เพราะความร้ายแรงแห่งพิษของมัน

ลูกสาวแห่งนุต, นี่เป็นพิษที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง  บางครั้งมันทำให้กายของเราเย็นกว่าน้ำ บางครั้งมันทำให้กายของเราร้อนกว่าถูกเผา ขณะนี้ศีรษะของเราร้อนกว่าดวงอาทิตย์นับพัน หัวใจของเราสั่นและอ่อนแรง

แต่ด้วยญาณวิถีของเรา เรารู้ว่าในหมู่ของพวกเธอ จักมีเทพองค์หนึ่งที่ช่วยเหลือเราได้

หม่อมฉันจะทำลายมันด้วยพลังแห่งคำพูด หม่อมฉันจะขับไล่มันไป ก่อนที่เรือสุริยะจะได้เวลาโคจรในท้องฟ้า

องค์เทวีตรัส

แต่หม่อมฉันไม่สามารถทำเช่นนั้น หากมิได้รับเทวานุภาพสูงสุดที่อยู่ภายในพระนามลับของพระองค์ 

อาศัยเทวานุภาพสูงสุดนั้น รวมกับพลังมนตราของหม่อมฉัน หม่อมฉันย่อมกำจัดพิษร้ายอันอยู่เหนือพระปรีชาสามารถของพระองค์ได้

สุริยเทพราทรงตระหนักดีว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าพระองค์ทำเช่นนั้น

พระเทวีไอซิสจะกลายเป็นเทพผู้ทรงอำนาจยิ่งใหญ่เหนือพระองค์ เหนือกว่าเทพเจ้าทั้งหลายตลอดทั่วดินแดนไอยคุปต์ และพระองค์จะสูญสิ้นเทวฐานะของพระเป็นเจ้าสูงสุดแห่งโลก ไปชั่วนิรันดร์

แต่องค์สุริยเทพไม่ทรงมีทางเลือกอื่นที่ดีไปกว่านี้

พระองค์กระซิบบอกพระนามลับของพระองค์กับพระนาง โดยพระนามลับนั้นก็คือ อามุน-รา (Amun-Ra)

องค์เทวีผู้เลอโฉมทรงยินดียิ่งนัก




บัดนี้ พลังอำนาจสูงสุดของทั้งโลกและสวรรค์ ที่องค์สุริยเทพเคยครอบครอง ได้เปลี่ยนมาเป็นของพระนางจนหมดสิ้นแล้ว

พระนางทรงหลอมรวมเทวานุภาพทั้งหมด เข้ากับเวทมนต์ที่พระนางมีอยู่ และเปล่งวาจาศักดิ์สิทธิ์ว่า

ด้วยพลังอำนาจและมนตราชั้นสูงสุดแห่งเรา ไอซิส, พิษร้ายของงูเห่าจงไหลออกมา จากพระวรกายแห่งองค์สุริยเทพ และขอให้พระองค์ทรงมีพระชนม์ชีพยั่งยืนต่อไปในสวรรค์

ต่อหน้าพระพักตร์ของปวงเทพ พิษร้ายของงูเห่าก็หลั่งไหลออกมาจากบาดแผลที่ข้อพระบาทของสุริยเทพรา เพียงชั่วอึดใจ ความเจ็บปวดแสนสาหัสก็ปลาสนาการไปหมดสิ้น

แต่องค์สุริยเทพก็ทรงหมดพระสติไปทันที ด้วยไม่ทรงมีเรี่ยวแรงใดๆ เหลืออยู่

พระเทวีไอซิสถวายบังคมลาออกมาพร้อมกับพระสวามี พระนางกุมพระหัตถ์องค์จอมเทพไว้ขณะเสด็จไปด้วยกัน ท่ามกลางเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญที่ดังกึกก้องขึ้นทั่วพิภพ

และสายตาอันเต็มไปด้วยความริษยาของเทพเซธ



……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด


วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561

คุรุเทพแห่งอียิปต์โบราณ ตอนที่ 2





ในตอนที่แล้ว ผมพูดถึงคุรุเทพ 3 องค์ ในนิกายที่นับถือจอมเทพโอสิริสเป็นใหญ่

ตอนนี้ ก็จะพูดถึงอีก 3 องค์ที่เหลือ ซึ่งมีทั้งเทพที่สาวกไอยคุปต์รู้จักดี และเทวีที่ถ้าไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้จริงๆ จะไม่เคยเห็นเลยครับ

โดยในนิกายที่นับถือสุริยเทพรานั้น คุรุเทพที่นับถือกันเป็นเทวสตรี นั่นคือ มหาเทวีฮาเธอร์ (Hathor)

มหาเทวีองค์นี้ ทรงมีพระนามในภาษาอียิปต์ว่า เฮ็ท-เฮร์ต (Het-Hert)  และทรงเป็นเทพนารีที่เป็นที่เคารพรักอย่างกว้างขวางอีกองค์หนึ่ง ทั่วผืนแผ่นดินไอยคุปต์โบราณ       

พระนางเปรียบเหมือนวีนัสของอียิปต์ คือทรงเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความใคร่ กามารมณ์อันร้อนแรง ความเฉิดฉาย และความมีเสน่ห์ของเพศหญิงครับ

อันที่จริง พระนางเป็นเทวีแห่งทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งศิลปวิทยาการทุกสาขาด้วย




โดยคติดั้งเดิมที่สุดของพระนางนั้น คือการนับถือในฐานะของแม่โคแห่งสวรรค์ บางคัมภีร์กล่าวว่า พระนางคือมารดาแห่งเอกภพ ผู้ควบคุมทั้งสวรรค์และบาดาล และครองฟ้าทั้งในซีกบูรพทิศและประจิมทิศ

สัญลักษณ์ของพระนางคือวัวสวรรค์ และพระนางก็ทรงเป็นสุริยเทวีองค์หนึ่งด้วยนะครับ ดังจะเห็นได้จากศิราภรณ์ที่เป็นรูปเขาวัวสีดำ และดวงอาทิตย์

พระนางทรงได้รับความเคารพบูชาอย่างมากมาย ต่อเนื่องในทุกราชวงศ์ และในแทบทุกเมืองของอาณาจักรอียิปต์ จนแต่ละนิกายพยายามดึงพระนางเข้าไปมีส่วนร่วมในบทบาทที่แตกต่างกันไป

นั่นก็เพราะว่า ในผืนแผ่นดินอียิปต์โบราณนั้น มีหลายลัทธิศาสนา เช่นเดียวกับอินเดียโบราณครับ

ลัทธิไหนนับถือเทวะองค์ใดเป็นใหญ่  และเคารพยกย่องมหาเทวีฮาเธอร์ด้วย  ก็จะพยายามนำพระนางเข้าไปเกี่ยวข้องกับเทวะองค์นั้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ 




เช่น การที่นิกายสุริยะอ้างว่า พระนางทรงเป็นธิดาของสุริยเทพรา ในขณะเดียวกัน ก็มีลัทธิย่อยในนิกายนี้ ที่ระบุว่าทรงเป็นชายาอีกองค์หนึ่งของสุริยเทพ

หรือในอีกลัทธิย่อย ของนิกายสุริยะเช่นกัน ที่นับถือ นางพญาสิงโตเซ็คเมต (Sekhmet) และกล่าวว่า มหาเทวีฮาเธอร์ทรงเป็นภาคที่สวยงามของเทวีเซ็คเมตผู้ดุร้าย ก็คือการจับพระนางมาเป็นธิดาของสุริยเทพรา และเอาไปรวมกับเทวีสิงโตอีกองค์หนึ่งนั่นเอง

ในลัทธิที่บูชา มหาเทพโฮรุส (Horus) ก็มีทั้งกล่าวว่า พระนางทรงเป็นชายา และพระมารดาของพระองค์

มหาเทวีฮาเธอร์ ทรงเป็นคุรุเทพแห่งนาฏดุริยางค์ การละคร ศิลปะการแสดงทุกสาขา ดังเทวรูปของพระนางที่มักจะทรงถือ ซิสทรัม (Sistrum) ซึ่งเป็นเครื่องให้จังหวะในพิธีกรรม

เทวสถานของพระนางที่เมือง เดนเดรา (Dendera) นั้น เป็นศูนย์กลางด้านนาฏดุริยางค์อย่างแท้จริงครับ




พระนางยังทรงเป็นเทพแห่ง สุคนธศาสตร์ (Aromatherapy) ซึ่งทั่วโลกยอมรับกันว่า ศาสตร์แขนงนี้มีกำเนิดมาจากอียิปต์

และนักบวชหญิงในเทวสถานของพระนาง ก็มีชื่อเสียงว่าเชี่ยวชาญในด้านการปรุงน้ำหอม และน้ำมันหอมมากที่สุดในโลกโบราณ

นอกจากมหาเทวีฮาเธอร์แล้ว ก็คือ มหาเทพพทาห์ (Ptah) ที่ทรงเป็นคุรุรุ่นเก่าที่สุดอีกองค์หนึ่ง ทรงเป็นที่เคารพบูชามาตั้งแต่ก่อนสมัยราชวงศ์ และทรงเป็นผู้อุปถัมภ์นคร เมมฟิส (Memphis)

จริงๆ แล้ว พระนามของเทพองค์นี้ ฝรั่งบอกว่าควรออกเสียงคล้ายๆ ตาฮฺ ครับ

โดยเสียง t นั้น ออกเสียง ต. เบากว่า ต. ปกติ เพราะมี p อยู่ข้างหน้า ซึ่งเป็นการเน้นให้ออกเสียง t ในแบบที่ soft กว่า t ในภาษาโบราณทั่วไป จนเกือบจะเป็นเหมือนเสียง t ในภาษาอังกฤษทุกวันนี้ไงครับ

นักแปลสารคดีไทย ที่เอาเรื่องของมหาเทพองค์นี้มาเขียนกันตั้งแต่รุ่นแรกๆ จึงทับศัพท์พระนามของพระองค์ว่า พทาห์ หรือไม่ก็ พตาห์ ซึ่งผมเห็นว่า พทาห์ เป็นการทับศัพท์ที่ใกล้เคียงที่สุด จึงใช้ตามนี้มาตลอด




ประติมานวิทยาของมหาเทพพทาห์ คือเทพบุรุษที่ไว้พระเกศาสั้นเกรียน โดยในตำราเก่าหรือทั่วไป มักกล่าวว่าพระเศียรโล้น

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับโบราณวัตถุ ซึ่งแสดงถึงกษัตริย์และเจ้าชายต่างๆ ที่พระเศียรโล้นอย่างแท้จริงแล้ว ก็แตกต่างกัน

เพราะไม่ว่าจะเป็นประติมากรรม หรือภาพเขียนต่างๆ ถ้าเป็นรูปบุคคลที่ศีรษะล้าน ในศิลปะอียิปต์ เขาจะทำศีรษะให้เป็นสีเดียวกับสีผิวหนังของบุคคลนั้นเสมอครับ

ขณะที่บางคนซึ่งตัดผมสั้นเกรียน ศีรษะก็จะเป็นสีดำเช่นเดียวกับมหาเทพพทาห์

จริงๆ แล้ว คนอียิปต์โบราณ ทั้งชายและหญิงมักโกนศีรษะ เพื่อไม่ต้องเป็นภาระที่จะต้องคอยดูแลรักษาเส้นผม จากโรคบนหนังศีรษะต่างๆ ที่ชุกชุมมากในแถบโอเอซิส แล้วถ้าเป็นผู้หญิง ก็จะสวมวิกผมแทน

ดังนั้น ถ้ามหาเทพพทาห์ทรงมีพระเศียรโล้น ก็จะดูแตกต่างจากเทพเจ้าองค์อื่น แต่ไม่แตกต่างจากตนอียิปต์ทั่วๆ ไปหรอกครับ

แต่นี่พระองค์ยังทรงไว้พระเกศาแบบที่พบได้ไม่บ่อยนัก ในศิลปะอียิปต์โบราณด้วย

ฉลองพระองค์ของมหาเทพพทาห์ เป็นแบบมัมมี่ คล้ายจอมเทพโอสิริส แต่ทรงถือสัญลักษณ์ที่เกิดจากการผสมระหว่างไม้เท้า วาซ เซ็พเทอร์ (Was Sceptre)  เจ๊ด (Djed : เครื่องรางรูปกระดูกสันหลัง) และ อังค์ (Ankh)

ซึ่งมีความหมายถึงพลังอำนาจของเทวะ  ความมั่นคง และการปกป้องคุ้มครอง

ในลัทธิที่บูชาพระองค์นั้น มหาเทพพทาห์ทรงมีเทวานุภาพยิ่งใหญ่ที่สุดครับ พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างโลก ทรงเป็นแกนกลางของสรรพสิ่ง อีกทั้งยังทรงเป็นเทพผู้ครองพิภพและใต้บาดาล

คติดังกล่าวนี้ ทำให้ในเวลาต่อมา พระองค์จึงยังคงเป็นหนึ่งในเทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงวิญญาณของคนตาย เชื่อกันว่าพระองค์ทรงทำให้วิญญาณนั้นมีความคงทนและแข็งแกร่ง ในระหว่างรอการเกิดใหม่

อีกทิพยภาวะหนึ่ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติของพระองค์ในทุกยุคทุกสมัย คือพระองค์ทรงเกี่ยวข้องกับการตั้งบ้านเมือง การก่อรูปจากเล็กไปหาใหญ่ และการวางแผนงานขนาดใหญ่ทุกชนิดครับ 

      


พระองค์ทรงอยู่ในวัสดุที่มีความแข็งแรง ทรงเกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง ในฐานะแกนกลางในร่างกายของมนุษย์และสัตว์  เช่นเดียวกับที่ทรงเกี่ยวข้องกับแกนกลางของพืช 

ดังนั้ร พระองค์ทรงเป็นแกนหลักของทุกๆ โครงสร้าง และในขณะเดียวกัน ก็ทรงเป็นรากฐาน และโครงสร้างของสรรพสิ่ง สารัตถะของพระองค์ คือการเป็นศูนย์กลาง และทุกสิ่งที่จำเป็น 

โดยทางเทวศาสตร์แล้ว เจ๊ด จึงเปรียบเหมือนคุณสมบัติของมหาเทพองค์นี้ และเป็นเครื่องรางประจำพระองค์ด้วยครับ

ผู้บูชามหาเทพพทาห์ยกย่องว่า พระองค์ทรงอยู่ในทุกหนทุกแห่งที่มีการสร้างสรรค์  ทรงเป็นคุรุเทพผู้คิดค้นงานช่างฝีมือสาขาต่างๆ โดยเฉพาะงานประติมากรรม สถาปัตยกรรม และวิศวกรรม ความรู้ในการสร้างงานถาวรวัตถุต่างๆ ในโลกนี้ ล้วนมาจากพระองค์

เมื่อ ฟาโรห์เมเนส (Menes) รวบรวมอาณาจักรอียิปต์บนและล่างได้สำเร็จ และก่อตั้งราชวงศ์ที่ 1 ขึ้นในประวัติศาสตร์อียิปต์ ได้ทรงยกย่องมหาเทพองค์นี้ ให้เป็นเทพบิดรของเทพเจ้าทุกองค์

เชื่อกันว่า เป็นเพราะมหาเทพพทาห์ ทรงประทานการปกป้องคุ้มครององค์ฟาโรห์เมเนสในหลายๆ สถานการณ์  และทรงเกี่ยวข้องกับการสร้างอาณาจักรของฟาโรห์พระองค์นี้ด้วย ดังที่ทรงมีพระสมัญญานามว่า The White Wall of Menes 

ด้วยเหตุดังกล่าว มหาเทพองค์นี้จึงทรงมีเทวฐานะเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุดมาก่อนยุครุ่งเรือง ของคติการนับถือสุริยเทพรา และจอมเทพโอสิริสครับ  




และนอกจากฟาโรห์เมเนส ผู้รวมแผ่นดินไอยคุปต์แล้ว จอมราชันย์อีกหลายพระองค์ในยุคหลัง ก็ทรงนับถืมหาเทพองค์นี้เป็นอย่างมาก

เช่น ฟาโรห์เซติที่ 1(Seti I)  และ ฟาโรห์ราเมสซิสที่ 2 (Ramesses II)  มหาราชทั้งสองพระองค์นี้ ล้วนทรงมีพระราชอำนาจที่มั่นคง ในการปกครองอาณาจักรทั้งสิ้น

แต่ต่อมา เมื่อคติการบูชาสุริยเทพราเจริญขึ้น ลัทธิการบูชามหาเทพพทาห์ ก็ถูกรวมเข้ากับนิก่ยสุริยะดังกล่าว

และในสมัยหลังๆ ยังมีผู้พยายามรวบรวมคติการนับถือ เทวีบาสเต็ต (Bastet) และเทวีเซ็คเมต เข้ากับการบูชาพระองค์ด้วย โดยกล่าวว่า เทพนารีทั้งสองทรงเป็นชายาของพระองค์

แล้วก็มาถึงคุรุเทวีองค์สุดท้าย ที่ผมบอกแล้วว่า ถ้าใครไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้อียิปต์ จะไม่เคยเห็นกันเลยครับ

นั่นคือ เทวีเซชัต (Seshat)




พระนางทรงเหมือนกับ มหาเทพธอธ (Thoth) มากครับ ทรงเป็นเทวีแห่งปรีชาญาณ สติปัญญา ความรู้ และการเขียน ทรงเป็นอาลักษณ์ และ ผู้ดูแลรักษาคัมภีร์ต่างๆ

พระนามของเทพนารีองค์นี้ หมายถึง she who is the scribe ในลัทธิศาสนาที่บูชาพระนาง ยกย่องว่าพระนางทรงเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นตัวอักษร เช่นเดียวกับมหาเทพธอธ

พระนางยังทรงเป็นเทพธิดาแห่งการบัญชี สถาปัตยกรรม ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ วิศวกรรม คณิตศาสตร์ และการสำรวจ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือวิชาชีพที่จะต้องอาศัยความชำนาญในทักษะของพระนาง ซึ่งเอกสารยุคหลังๆ บางฉบับได้ถวายสมญานามในด้านนี้อย่างเฉพาะเจาะจงว่า Safekh - Aubi

เทพนารีแห่งห้องสมุด (Mistress of the House of Books) เป็นอีกฉายาหหนึ่งสำหรับพระนาง โดยนักบวชในสังกัดของพระนางนั้น จะเป็นนักบวชที่ทำหน้าที่ดูแลหอคัมภีร์ของเทวสถาน ซึ่งเป็นที่รวบรวมและเก็บรักษาม้วนกระดาษปาปิรัส ที่จารึกเวทมนต์คาถา และวิทยาการที่สำคัญที่สุด

มีศิลาจารึกกล่าวถึง เจ้าชาย Wep-em-nefret แห่งราชวงศ์ที่ 4 ซึ่งทรงบังคับบัญชากรมอาลักษณ์หลวง และเป็นนักบวชของเทวีเซชัต แสดงว่า ลัทธิของพระนางต้องเก่าไปถึง 2,500 ปีก่อนคริสตกาลเป็นอย่างน้อยละครับ

คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของพระนาง คือ ทรงเป็นเทพธิดาแห่งพงศาวดาร และลำดับราชวงศ์ อันเป็นสถาบันสูงสุดของแผ่นดินไอยคุปต์




โดยในรูปภาพของพระนาง มักทรงถือต้นปาล์มซึ่งมีลักษณะพิเศษ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งกาลเวลา และการควบคุวัฏจักรแห่งพระชนม์ชีพของฟาโรห์ทุกพระองค์ ซึ่งพระนางจะทรงบันทึกระยะเวลาที่กำหนดให้ฟาโรห์อยู่ในแผ่นดินโลก ไว้ในต้นปาล์มนี้ละครับ

นอกจากนี้ พระนางยังทรงเป็นผู้กำกับดูแล ในการบันทึกพระปฐมราชโองการ ของฟาโรห์ ในช่วงพิธีราชาภิเษกด้วย

ดังนั้น ในสมัยอาณาจักรใหม่ พระนางจึงได้รับการอัญเชิญเป็นพิเศษ ในเทศกาล Sed ที่จัดโดยฟาโรห์พระองค์ใดก็ตามที่ครองราชาย์ยาวนานครบ 30 ปี

ในฐานะเทวีแห่งอักษรศาสตร์ และวิศวกรรม พระนางยังทรงเป็นผู้อุปถัมภ์องค์ฟาโรห์ ในทั้งสองศาสตร์นี้ด้วยครับ

ทรงช่วยเหลือองค์ฟาโรห์ ในพิธีวางรากฐานของเทวาลัย และโครงสร้างอาคารที่สำคัญอื่น ๆ เพื่อกำหนดการวางมณฑลทางเทวศาสตร์ รวมทั้งทรงช่วยเหลือนักบวชในการสำรวจรังวัดที่ดิน หลังจากน้ำท่วมประจำปีด้วย

ดังที่รูปภาพของพระนาง ที่ทรงถือเครื่องมือรังวัดสำหรับที่ดิน และสถาปัตยกรรม




ความรู้ในเรื่องเหล่นี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ และไม่ได้มีอยู่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญชั้นสูง เช่นสถาปนิกทุกคนเสมอไปนะครับ

ประติมานวิทยาที่สำคัญที่สุดของเทพนารีองค์นี้ คือ สัญลักษณ์ที่อยู่เหนือพระเศียร ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าสื่อความหมายถึงอะไร ฟาโรห์ทุธโมสิสที่ 3 (Tuthmosis iii 1,479-1,425 ปีก่อนคริสกาล) ก็ทรงเรียกพระนางจากสัญลักษณ์เดียวกันนี้ว่า Sefket-Abwy (She of seven points) แต่ก็ไม่มีการอธิบายว่าหมายถึงอะไรกันแน่

ฉลองพระองค์ของพระนาง ก็แตกต่างกับเทพนารีองค์อื่นอย่างเห็นได้ชัดครับ

คือมักเป็นหนังเสือชีตาห์ หรือ เสือดาว อันเป็นสัญลักษณ์ของนักบวชในพิธีมรณะ ซึ่งมีทั้งแบบที่พาดอยู่บนฉลองพระองค์ปกติ และแบบที่เป็นฉลองพระองค์ทั้งชุด

การที่พระนาง และนักบวชในพิธีมณะของอียิปต์ ต้องนุ่งห่มหนังเสือ คือการสื่อความหมายถึงดวงดาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งนิรันดร์กาล และเกี่ยวข้องกับท้องฟ้ายามราตรีครับ

ดังในมนต์บทที่ 10 ของจารึกบนโลงศพ (Coffin Texts) ซึ่งกล่าวว่า พระนางทรงเปิดประตูสวรรค์ สำหรับผู้วายชนม์




เทวีเซชัต มักได้รับการกล่าวถึงอย่างใกล้ชิดมหาเทพธอธ และเพราะว่าทรงอุปถัมภ์ในเรื่องเดียวกัน บทบาทของทั้งสององค์จึงทับซ้อนกันอยู่เสมอ

และก็เหมือนกับมหาเทวีฮาเธอร์ครับ คือบางครั้งก็มีการระบุว่า ทรงเป็นชายาของมหาเทพธอธ (โดยเฉพาะในสายการบูชาที่ไม่ให้ความสำคัญกับเทวีมาอัต Ma’at ซึ่งโดยทั่วไปถือว่าเป็นชายาของมหาเทพธอธ) บางครั้งพระนางก็ทรงเป็นธิดา

เทวสถานที่สำคัญที่สุดของพระนาง อยู่ที่เมือง เฮลิโอโปลิส (Heliopolis) แต่ก็ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่มากนักในปัจจุบัน แม้แต่เทวรูป และภาพเขียนของพระนางก็หายากครับ


……………………………

หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

มงคลและอัปมงคล

  * วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา * ผมเคยอ่านโพสต์ใน facebook ของซินแสฮวงจุ้ยท่านหนึ่ง ท่านแนะนำว่า รูปภาพและสิ่งของที่ทำเลียนแบบโ...