แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทวศาสตร์อียิปต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทวศาสตร์อียิปต์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2561

เทวศาสตร์ไอยคุปต์ ในโลกปัจจุบัน





ศาสตร์แห่งการบูชาเทพไอยคุปต์ ในระดับที่เป็นทางการนั้น สูญหายไปกว่า 2,000 ปี

จะยังคงเหลืออยู่ก็เพียงในไม่กี่ตระกูล ที่สืบสายจากนักบวชระดับรอบนอกของอาณาจักรอียิปต์โบราณ ในพื้นที่ห่างไกล และขาดการติดต่อกับโลกภายนอก ของทวีปแอฟริกา

แต่ความชื่นชอบในโบราณคดีอียิปต์ และอิทธิพลที่ลดลงของศาสนาคริสต์ ก็ทำให้ชาวตะวันตกที่สนใจเรื่องเวทมนต์ ของชนชาติอื่นซึ่งแตกต่างจากที่พวกตนรู้จักมาแต่ก่อน (เช่นไสยศาสตร์ยิว) เริ่มแสวงหาข้อมูล และฟื้นฟูเทวศาสตร์ไอยคุปต์กันอย่างแพร่หลาย

ซึ่งที่ผ่านมา มีอยู่หลายรูปแบบครับ

รูปแบบดั้งเดิมที่สุด คือกลุ่มที่เรียกกันว่า นักมายาศาสตร์ (Magician), แม่มด (Witch) และ วิคคา (Wicca)




คนเหล่านี้ไม่ใช่นักวิชาการ หรือผู้เชี่ยวชาญทางเทวศาสตร์ไอยคุปต์โดยตรงหรอกครับ

พวกเขาล้วนมีชื่อเสียงขึ้นมา จากการใช้วิธีประยุกต์ ดัดแปลง และผสมผสานพิธีกรรมของอียิปต์โบราณ เข้ากับมายาศาสตร์ยิวหรือฮีบรูว์ (Hebrew) บ้าง มายาศาสตร์ยุโรปโบราณบ้าง มายาศาสตร์กรีก-โรมันบ้าง

จนแม้แต่หยิบยืมความรู้โบราณจากโลกตะวันออก ก็ไม่น้อย

ส่วนใหญ่จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับเทววิทยาอียิปต์ออกเผยแพร่ และตั้งสำนัก หรืออาศรมขึ้นเป็นรุ่นแรกๆ ในสหรัฐอเมริกา

นับว่าต่างก็มีคุณูปการ ในฐานะที่เป็นผู้บุกเบิกเทวศาสตร์อียิปต์ จนได้รับความนิยมแพร่หลายมาถึงทุกวันนี้ครับ จะพบได้ในตำราภาษาอังกฤษทั่วไป

แต่มักจะไม่ใกล้เคียงกับเทวศาสตร์ไอยคุปต์ดั้งเดิม (Non Authentic) เท่าใดนัก

เพราะว่า แต่ละท่านที่ศึกษาด้วยตนเองนั้น ส่วนมากจะใช้ฐานความรู้เก่า คือความรู้ทางอียิปต์วิทยาในสมัย 30-60 ปีมาแล้ว

ซึ่งยังขาดความเข้าใจในทางเทววิทยา และเทวศาสตร์อียิปต์อย่างเพียงพอ

แล้วก็เลยเลือกใช้เพียงเศษเสี้ยวของเทวศาสตร์ไอยคุปต์ ตามที่เห็นว่าเข้าใจง่าย ปฏิบัติง่าย และดูเป็นอียิปต์ๆ ดีเท่านั้น 




แบบที่มีให้เห็นรองลงมา คือกลุ่มผู้สนใจเทวศาสตร์ไอยคุปต์ ที่ศึกษาด้วยตนเองเช่นกัน

โดยเริ่มแรก ก็ใช้วิธีค้นคว้าหาความรู้จากตำราต่างๆ ของนักมายาศาสตร์ประเภทแรก ที่กล่าวไปแล้วน่ะแหละครับ

แต่เนื่องจากเป็นคนรุ่นใหม่กว่า นอกจากจะอาศัยหนังสือตำราแล้ว จึงใช้วิธีค้นจากอินเตอร์เน็ต แต่ก็หนีไม่พ้นข้อมูลจากตำราที่กล่าวไปแล้วเช่นกัน

และความสนใจของคนเหล่านี้ จะไม่ค่อยเน้นในทางวิชาการมากนัก เนื่องจากไม่แพร่หลาย สืบค้นยาก

เมื่อศึกษาด้วยตัวเอง ตีความด้วยตัวเองแล้ว เข้าใจอย่างไรก็ปฏิบัติไปตามนั้น

พวกนี้มีอยู่ทั่วไปในสังคมตะวันตก ในเมืองไทยของเราก็มีอยู่มากครับ จนพูดได้ว่า ผู้ศึกษาเทววิทยาอียิปต์ในเมืองไทย แทบทั้งหมด ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา อยู่ในประเภทนี้

ไม่ว่าจะเป็นหมอดู หรือบุคคลมีชื่อเสียง ที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ว่าเป็นผู้ที่ชื่นชอบเรื่องอียิปต์

จนรวมไปถึงสำนักไสยศาสตร์ ที่เอารูปแบบเครื่องรางอียิปต์โบราณมาผลิตขาย โดยอ้างว่า เป็นการจัดสร้างตามศาสตร์ทางเทววิทยาจากไอยคุปต์

ที่จริงก็เป็นพวกที่ค้นคว้าด้วยตนเอง จากหนังสือ หรืออินเตอร์เน็ตทั้งนั้นแหละครับ




และกลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มที่ได้รับการศึกษา และการสืบทอด จากภัณฑารักษ์ (Curator) ของพิพิธภัณฑ์ระดับโลก เช่น บริติชมิวเซียม (British Museum), พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ร์ ปารีส (Louvre) และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอียิปต์ ณ กรุงไคโร เป็นต้น

หรือไม่ก็ศึกษากับผู้เชี่ยวชาญ, อาจารย์สอนตามมหาวิทยาลัยหรือสถาบันต่างๆ ที่ใช้ฐานความรู้ทางเทววิทยาและโบราณคดีอียิปต์ ซึ่งมีการ update กันอย่างสม่ำเสมอ  

กลุ่มที่มีพื้นฐานทางเทวศาสตร์ไอยคุปต์ประเภทที่ว่านี้ บางคนสนใจค้นคว้าแต่เฉพาะในแง่โบราณคดี และศาสนศาสตร์ หรือพูดรวมๆ ก็คือ ในแง่วิชาการ ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์

ขณะที่บางคนค้นคว้าในแง่ ศาสตร์ลับ (Mystic) ซึ่งจะมีการปฏิบัติ หรือ practice ในส่วนที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์รวมอยู่ด้วย เช่น การใช้เวทมนต์ในพิธีกรรมต่างๆ

ซึ่งกลุ่มหลังนี่แหละครับ ที่มีการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากการทดลองปฏิบัติ เปรียบเทียบ และสอบค้น จากตระกูลนักไสยเวทแอฟริกัน ที่สืบสายวิชามาจากนักบวชอียิปต์โบราณจริงๆ ที่ผมพูดถึงไปแล้วข้างต้น เท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ในยุคของเรา (คนสุดท้ายเพิ่งถึงแก่กรรมไปเมื่อราวๆ 30 ปีมานี้)




จนแน่ใจแล้ว จึงกำหนดเป็นแนวทางการปฏิบัติ อย่างที่เรียกกันว่า Kemetic Reconstructionism

ซึ่งนิยมนับถือกันว่า เป็นเทวศาสตร์ไอยคุปต์ ที่ใกล้เคียงกับแบบแผนดั้งเดิม (Authentic) ที่สุด

ฝ่ายหลังนี้ละครับ ต่อมาก็ได้ตั้งสำนัก หรืออาศรม เพื่อการเผยแพร่เทวศาสตร์ และพิธีกรรมของชาวอียิปต์โบราณโดยเฉพาะเช่นกัน โดยมักจะใช้คำว่า Temple นำหน้าสำนัก

ซึ่งเท่าที่ได้รับการรับรอง ว่ามีแนวทางที่ได้ผลจริง สามารถยึดเป็นมาตรฐานได้ ส่วนมากอยู่ในอังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา และไอร์แลนด์

อย่าง Rosemary Clark นักเทวศาสตร์ไอยคุปต์ระดับแถวหน้า ซึ่งเขียนตำราหลายเล่มที่วงการ Kemetic Reconstructionism ใช้กันเป็นมาตรฐานอยู่ในปัจจุบัน สำนักของท่านมีชื่อว่า Temple Harakhte


Rosemary Clark

แต่เท่าที่ผมทราบนะครับ สำนัก Kemetic Reconstructionism เช่นนี้ ไม่มีแม้แต่แห่งเดียวที่อยู่ในอียิปต์

ดังนั้น ใครก็ตามที่อ้างว่า ไปเรียนเทวศาสตร์ไอยคุปต์มาจากอียิปต์ อย่างมากที่สุด ก็คือเรียนแค่ในภาคส่วนของ Egyptology ซึ่งเป็นโบราณคดีสาขาหนึ่งเท่านั้นแหละครับ ไม่รู้เรื่องพิธีกรรม หรือการใช้เวทมนต์อะไรหรอก

ซึ่งโดยธรรมเนียมนิยมแล้ว บุคคลใดก็ตาม ที่จะได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้ที่เชื่อถือได้ และรู้จริงในทางเทวศาสตร์อียิปต์

คุณสมบัติพื้นฐานที่สุด ก็ควรจะต้องได้รับการสั่งสอนโดยตรง จากคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในสายของ Kemetic Reconstructionism ดังที่ผมกล่าวถึงไปแล้วนี้ เท่านั้นละครับ

ผู้ศึกษาเทวศาสตร์ไอยคุปต์ด้วยตนเองก็ดี หรือศึกษาจากนักมายาศาสตร์แขนงอื่น ที่ไม่ใช่เทวศาสตร์ไอยคุปต์อย่างแท้จริง ย่อมไม่สามารถอ้างตัวได้ว่า สิ่งที่เขานำมาใช้นั้น เป็นศาสตร์แห่งเทววิทยาอียิปต์แท้ๆ

และถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ไม่มี ความรู้จริง ใดๆ ที่จะทำให้สาธารณชนเชื่อถือว่า สามารถสร้าง หรือปลุกเสกเครื่องราง และเทวรูปอียิปต์

จะเอาศาสตร์อื่น ที่เขาผู้นั้นชำนาญมาใช้แทน ก็ใช้ไม่ได้นะครับ




เพราะว่า เทวศาสตร์ไม่ว่าสาขาใดในโลกนี้ จะต้องประกอบพิธีกรรมตามหลักของศาสตร์นั้นๆ โดยตรง เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

จะไปเอาศาสตร์อื่นมาใช้แทน หรือมาผสมปนเป ไม่ได้

นี่เป็น ความจริง ที่มีอยู่ในเทวศาสตร์สาขาต่างๆ ในโลกนี้ มาเป็นระยะเวลาหลายพันปี

จะอ้างความวิเศษส่วนตัว หรือพลังเหนือโลกใดๆ เพื่อจะจับแพะชนแกะกันตามอำเภอใจ ก็อ้างไปเถอะครับ คนทำคนบูชารับผิดชอบกันเอง

เพราะอาถรรพณ์อันเกิดจากการ “ผิดครู” ทางเทวศาสตร์ไอยคุปต์ มันแก้ไม่ได้ด้วยศาสตร์แขนงอื่นครับ รดน้ำมนต์กี่วัดก็เท่านั้น




แต่ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมกล่าวมานี้ ความจริงก็มี “ข้อยกเว้น” อยู่บ้าง

คือ...พูดตามตรงนะครับ

ผู้ศึกษาเทวศาสตร์ไอยคุปต์ด้วยตนเอง แต่ศึกษาจากตำราของคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในสายของ
Kemetic Reconstructionism โดยแม้จะมิได้เป็นศิษย์โดยตรง แต่มี sense ที่ทำให้สามารถเข้าถึงสารัตถะ ของเทวศาสตร์ไอยคุปต์

จนสามารถนำมาใช้อย่างได้ผล เป็นที่ยอมรับของเทพเจ้า และเป็นที่ประจักษ์ของวงการ

ก็มีนะครับ ไม่ใช่ไม่มี

แต่เมื่อเป็นเรื่อง “เฉพาะบุคคล” เกินไป ผมจึงแนะนำ ให้ยึดถือหลักการ หรือมาตรฐานทั่วไปไว้ก่อนครับ

หรือที่ง่ายที่สุด ก็ใช้ประสบการณ์ตรงของเรานั่นแหละ

ใครเก่งจริงไม่เก่งจริง ก็ตัดสินกันด้วยประสบการณ์เชิงประจักษ์ 

แต่ถ้าจะทำอย่างนั้น ตัวเราเองก็ต้องสั่งสมความรู้ในภาคทฤษฎี ของเทวศาสตร์ไอยคุปต์ไว้มากๆ ด้วยนะครับ ถึงจะตัดสินได้อย่างเที่ยงตรง

ยิ่งได้รู้เห็นภาคปฏิบัติ จากคนที่เขาทำได้จริงมาแล้ว ยิ่งดีมากขึ้น




อันที่จริงแล้ว ผมพูดตรงๆ นะครับ เทวศาสตร์ไอยคุปต์มิได้วิเศษ หรือสูงส่งไปว่าเทวศาสตร์อินเดีย จีน หรือยุโรปโบราณแต่อย่างใดหรอก

เพียงแต่กฎเกณฑ์ดังที่กล่าวไปแล้ว ซึ่งมุ่งให้ยึดถือ ความเป็นศาสตร์ (Science) ตวามใกล้เคียงต้นฉบับ (Authentic) มากกว่า บุคคล (Personality) ถือว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับกันทั่วไปในสากลโลก

เป็นเรื่องธรรมดาที่ว่า ของแท้ย่อมดีกว่าของเทียม หรือของที่เกิดจากการคิดเอาเองเสมอ 

แต่ก็เป็นธรรมดาอีกเหมือนกันครับ ที่ของแท้จะหาได้ยากกว่า

ของปลอมย่อมหาง่าย และมีอยู่หลายโอกาสที่ปลอมได้อย่างแนบเนียน จนชวนให้เชื่อว่าเป็นของแท้

……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

เทวศาสตร์ไอยคุปต์




ศาสนาอียิปต์โบราณ ไม่มีศาสดาองค์ใดเป็นผู้ริเริ่ม ไม่มีศาสดาองค์ใดอ้างว่าได้ฟังมา หรือเป็นผลจากการค้นคว้าด้วยปัญญาญาณ

แต่เกิดขึ้น เพราะการสั่งสมความรู้ที่ได้จากการเข้าถึงสภาวะเร้นลับต่างๆ ในธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในทางเทววิทยา (Theology)

ว่ากันตามสภาพภูมิศาสตร์ อาณาจักรอียิปต์โบราณนั้น แบ่งเป็นอียิปต์บน (Upper Egypt) และอียิปต์ล่าง (Lower Egypt) ตามทิศทางการไหลของแม่น้ำไนล์ (Nile) เป็นเกณฑ์  

ดังนั้นเมื่อดูจากแผนที่ ส่วนที่เป็นอียิปต์ล่างจะอยู่ตอนบน เพราะแม่น้ำไนล์นั้นเกิดขึ้นบริเวณที่ราบสูงเอธิโอเปียแล้วไหลออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางทิศเหนือ

อารยธรรมอียิปต์ เกิดขึ้น ณ ริมฝั่งแม่น้ำที่ยาวถึง 6,400 กิโลเมตรนี้ละครับ และได้รับผลจากความอุดมสมบูรณ์ภายหลังจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ทุกปีจนเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด จึงได้รับการขนานนามว่า ของขวัญแห่งแม่น้ำไนล์ (Gift of the Nile)

แม่น้ำไนล์คือสายธารแห่งการก่อเกิดและดับสูญ ทิศตะวันออกของแม่น้ำ คือการถือกำเนิด ดังนั้นบ้านเมืองและอารยธรรมทั้งหมดจึงตั้งอยู่ริมน้ำฝั่งตะวันออก

ทิศตะวันตกคือการจบสิ้น ริมน้ำฝั่งตะวันตกจึงไม่มีผู้อยู่อาศัย มีแต่สุสาน และพีระมิด

ในขณะเดียวกัน เมื่อภูมิประเทศที่เหลือเป็นทะเลทราย ชาวอียิปต์โบราณก็ประจักษ์ว่า พลังอำนาจอันไม่มีประมาณของดวงอาทิตย์นั้น ย่อมเป็นเหตุปัจจัยของการเกิด การดำรงอยู่ และการสูญสิ้นไปของสรรพสิ่ง

เมื่อดวงอาทิตย์ทอแสงยามเช้า ทุกชีวิตก็สดชื่นและเคลื่อนไหว เมื่อดวงอาทิตย์โคจรข้ามขอบฟ้าจนลับหายไป ทุกชีวิตก็หยุดนิ่งอยู่ในท่ามกลางความมืดอันน่าสะพรึงกลัว ด้วยภยันตรายต่างๆ จากสภาพแวดล้อมในทะเลทราย




เมื่อวิถีชีวิตของชาวอียิปต์โบราณ มีความผูกพันกับแม่น้ำไนล์ และพระอาทิตย์เป็นหลัก ลัทธิศาสนาของอียิปต์จึงมีพื้นฐานอยู่บนสองสิ่งนี้แหละครับ

แต่แม่น้ำไนล์ ก็กลับมิได้มีความสำคัญในแง่ศาสนาเท่ากับดวงอาทิตย์

แม้ว่าจะมีเทพประจำแม่น้ำ คือ เทพฮาปี (Hapi) แต่ก็ทรงเป็นเทพแห่งน้ำท่วมมากกว่าแม่น้ำปกติ และเทพองค์นี้ก็มีบทบาทเกี่ยวข้องกับเทพผู้ยิ่งใหญ่องค์อื่นน้อยมากครับ ไม่มีเทวสถานที่สร้างสำหรับพระองค์เป็นการเฉพาะด้วยซ้ำไป

ความสำคัญของแม่น้ำไนล์ในทางศาสนาอียิปต์ เป็นแต่เครื่องรองรับเทวปกรณ์ (Mythology) และพิธีกรรม มากกว่าจะได้รับการเคารพบูชาโดยตรงอย่างแม่น้ำคงคาในอินเดีย

ขณะที่เทพเจ้าผู้เกี่ยวข้องกับพระอาทิตย์ หรือสุริยเทพนั้นกลับมีอยู่มากมายหลายองค์ เพราะเทพเจ้าที่สำคัญมากๆ ในศาสนาอียิปต์นั้นมักจะได้รับการยกย่องว่าทรงมีความเกี่ยวข้องอย่างหนึ่งอย่างใดกับพระอาทิตย์ทั้งสิ้น จนนักปราชญ์ทางศาสนาโบราณกล่าวว่า ศาสนาของชาวอียิปต์โดยเนื้อแท้เป็นการนับถือพระอาทิตย์

ที่สำคัญรองลงไปจากนี้ คือคณะเทพผู้ควบคุมโลกธาตุต่างๆ และคณะเทพที่มีเศียรเป็นรูปสัตว์

เทพเหล่านี้มีจำนวนมากครับ และปรากฏขึ้นตามเมืองต่างๆ กระจัดกระจายกันทั่วดินแดนอียิปต์ เทพองค์ใดเกิดขึ้นที่เมืองใด ก็ได้รับการนับถือโดยประชาชนของเมืองนั้น และดินแดนใกล้เคียง

เทพของเมืองที่ใหญ่กว่า จึงมีพรมแดนแห่งการสักการบูชามากกว่า เทพของเมืองเล็กก็มีขอบเขตแห่งการนับถืออยู่เฉพาะเมืองเล็ก

และเทพที่เป็นใหญ่อยู่ในแถบอียิปต์บน ก็มิได้รับความศรัทธาไกลไปถึงอียิปต์ล่าง สภาวการณ์เช่นนี้ เป็นมาตั้งแต่สมัยต้นประวัติศาสตร์

ต่อมา เมื่ออาณาจักรอียิปต์บนและล่าง ถูกรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในรัชสมัย ฟาโรห์เมเนส (Menes : ประมาณ 3,150 ปีก่อนคริสตกาล) ฟาโรห์พระองค์นี้จึงได้ทรงจัดระเบียบการนับถือเทพเจ้าเสียใหม่เป็นอันมาก และเทพเจ้าหลายองค์ที่เรารู้จักกันในปัจจุบันก็ปรากฏชัดเจนขึ้นในสมัยนี้เอง

แต่หลังจากยุคสมัยของพระองค์เป็นต้นมา บรรดาเมืองต่างๆ ภายในอาณาจักรต่างก็ยังคงมีเทพเจ้าเป็นของตนเอง มีคติความเชื่อและพิธีกรรมเป็นของตนเองโดยเฉพาะ จนสิ้นอารยธรรมอียิปต์

ดังนั้น การที่เรามักถูกนักอียิปต์วิทยารุ่นเก่าๆ ชักนำให้เข้าใจผิดกันมาตลอดว่า เทพเจ้าองค์สำคัญหลายองค์ที่เรารู้จักกันอยู่นั้น เป็นที่นับถือกันทั่วไปทุกหนแห่งตลอดผืนแผ่นดินอียิปต์ ความจริงแล้วไม่ใช่หรอกครับ

เทพเจ้าผู้ทรงเป็นใหญ่ตามที่เรารู้จักกัน ก็เพราะทรงเป็นเทพของนครที่ใหญ่โต มีอิทธิพลทางการเมืองมากเท่านั้น

พ้นจากขอบข่ายแห่งอิทธิพลและอำนาจของนครดังกล่าว การยอมรับนับถือเทพเจ้าเหล่านั้นก็ผ่อนคลายลงไปด้วย

และแม้แต่ในนครใหญ่ที่นับถือแทพเหล่านั้น ก็มีหลายองค์นะครับ ที่มีแต่ชนชั้นสูงเคารพนับถือกัน ในขณะที่ไพร่บ้านพลเมืองทั่วๆ ไป จะบูชาเทพชั้นรองกว่า




อีกทั้งถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว การที่เทพเหล่านั้นทรงมีชื่อเสียงมีความสำคัญตลอดมาจนถึงยุคสมัยของเรา ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพวกกรีก-โรมัน ซึ่งรับคติการบูชาเทพเหล่านั้นมา แล้วฝรั่งตะวันตกก็สืบทอดมาอีกต่อหนึ่งนั่นเอง

การนับถือเทพที่แตกต่างกันไปในแต่ละดินแดนอย่างนี้ ในทางหนึ่ง ก็เป็นปัญหาทางการเมืองการปกครองของอาณาจักรอียิปต์เองเหมือนกันนะครับ

เพราะเมื่อบูชาเทพคนละองค์กัน ย่อมทำให้รู้สึกว่า เป็นคนละหมู่คนละพวก หากมีการขัดแย้งกันขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องประนีประนอมกัน

ใครเข้มแข็งกว่าก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ บางทีอาจถึงแข่งขันกับศูนย์อำนาจหลักในขณะนั้น ความแตกแยกของอาณาจักรก็บังเกิดได้โดยง่าย

เพราะเหตุนี้ คณะนักบวชของเทพประจำนครใหญ่ หรือนครหลวงที่เป็นศูนย์รวมอำนาจการปกครองในแต่ละยุคสมัย จึงจำเป็นต้องผูกเทพนิยาย หรือเทวปกรณ์ขึ้นมา เพื่อรวบรวมคติการนับถือเทพที่กระจัดกระจายอยู่ตามบ้านเล็กเมืองน้อยต่างๆ เข้ามาอยู่ในลัทธิศาสนาของตน




เป็นกุศโลบาย ที่จะทำให้วิถีแห่งศรัทธาของผู้คนในอาณาจักร เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไงครับ

ยุคสมัยใด ฟาโรห์พระองค์ใดนับถือเทพองค์ใดเป็นใหญ่ นักบวชก็แต่งเทพนิยายผูกเอาเทพองค์อื่นเข้ามารวมกับเทพองค์นั้น ให้มีบทบาทมีเรื่องราวต่างๆ สอดคล้องต่อเนื่อง 

แต่ในท้ายที่สุด ก็เพื่ออาศัยบารมีของเทพประจำนครที่เล็กกว่า มาช่วยหนุนเทพของตน ให้มีเทวอำนาจมีทิพยภาวะยิ่งใหญ่ขึ้น

การกระทำเช่นนี้ ในแง่หนึ่งก็เท่ากับเป็นการให้ความสำคัญ แก่เทพประจำนครเล็กๆ เหล่านั้นด้วยครับ

เพราะเทพพื้นเมืองบางองค์ไม่เคยมีบทบาทอะไรเลย ก็กลับมีฐานะอันเด่นชัด มีอำนาจบารมีมากขึ้น

หรือบางองค์เคยมีเรื่องเล่าแตกแยกกัน ไม่ปะติดปะต่อ ก็รวบรวมกันได้สนิทเป็นเนื้อเดียวกัน

แม้ว่าถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว จะพบว่าทั้งหมดเป็นไปเพื่อเสริมบารมีเทพองค์อื่นต่างหาก แต่ก็เฉพาะคนที่เป็นนักปราชญ์จริงๆ เท่านั้นละครับจึงจะรู้ได้

ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วๆ ไปแล้ว ไม่ติดใจสงสัยแต่อย่างใด ออกจะพอใจด้วยซ้ำ 

เมื่อต่างคนต่างผูกเทพนิยายไปตามเงื่อนไข เหตุปัจจัย และกาลเวลาที่แตกต่างกันเช่นนี้มากเข้า เทวปกรณ์ของเทพเจ้าองค์สำคัญแต่ละองค์ ก็เลยพลอยสับสน หาความแน่นอนไม่ได้

อย่างเทพองค์เดียวกัน ยุคหนึ่งเมืองหนึ่งว่าไปอย่างหนึ่ง อีกยุคหนึ่งอีกเมืองหนึ่งว่าไปอีกอย่างหนึ่ง ก็มีนะครับ

เช่น ในเทวปกรณ์ของเมืองหนึ่ง กล่าวว่าเทวีองค์หนึ่งทรงเป็นชายาของเทพองค์หนึ่ง อีกเมืองว่าเป็นพระมารดาซะงั้น

หรือล่วงไปอีกยุคหนึ่ง อีกเมืองหนึ่ง อาจจะว่าเป็นพระธิดาก็ได้

ความสับสนเช่นนี้ จึงมีอยู่ทั่วไปในเทววิทยาไอยคุปต์ และที่จริงก็มีอยู่ในเทววิทยาของชนชาติอื่นๆ ทั่วไปนะครับ ที่เห็นได้ชัดก็คือ อินเดียและจีน

ดังนั้น ผู้ศึกษาเทววิทยาอียิปต์ จึงควรทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานของเทววิทยาสากลเสียก่อนว่า 

เทวปกรณ์เป็นสิ่งที่มนุษย์แต่งขึ้น เพื่ออธิบายเรื่องของเทพเจ้า ตามเงื่อนไขปัจจัยแวดล้อมต่างๆ โดยเฉพาะที่สำคัญที่สุด คือเงื่อนไขทางการเมืองการปกครอง

เพราะในสมัยโบราณนั้น ไม่ว่าชนชาติใด ย่อมถือเอาศาสนาเป็นหลักแห่งการบริหารบ้านเมือง ทั้งนั้นแหละครับ




เมื่อเป็นเช่นนี้ เนื้อความต่างๆ ในเทวปกรณ์หรือเทพนิยาย จึงย่อมมีความสับสน แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและสถานที่

ไม่เป็นมาตรฐาน และไม่เป็นเรื่องที่ควรเชื่อว่าเกิดขึ้นจริง หรือเป็นไปตามนั้นจริงๆ แต่แม้กระนั้นก็เป็นเรื่องที่ควรศึกษาให้เข้าใจ

เพราะถึงจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นโดยมนุษย์อย่างเราๆ แต่นักบวชผู้รจนาเทวปกรณ์เหล่านั้น ก็มิได้แต่งทุกสิ่งทุกอย่างขึ้น จากจินตนาการและความเพ้อฝันเท่านั้นหรอกครับ

หากแต่ได้เรียบเรียงขึ้น จากสิ่งที่วางอยู่บนรากฐานของความเป็นจริงทั้งสิ้น แล้วจึงได้เพิ่มเติมรายละเอียดต่างๆ เข้าไป เพื่อให้เรื่องราวสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผลกัน

ฉะนั้น ในเทวปกรณ์เหล่านั้นเอง จึงย่อมมีสารัตถะแห่งความเป็นจริงซ่อนอยู่

การแยกแยะกลั่นกรองสิ่งที่ถูกเพิ่มเติมเข้าไปภายหลังออก จนค้นพบสารัตถะแห่งความจริงเหล่านั้น ย่อมเป็นหนทางหนึ่งที่นำไปสู่การเข้าถึง ทิพยภาวะ (Divinity) ที่แท้จริงขององค์เทพครับ


............................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

มงคลและอัปมงคล

  * วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา * ผมเคยอ่านโพสต์ใน facebook ของซินแสฮวงจุ้ยท่านหนึ่ง ท่านแนะนำว่า รูปภาพและสิ่งของที่ทำเลียนแบบโ...